พ.ร.บ. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ และการปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์

ภาพรวมทฤษฎี กระบวนการ เครื่องมือ และกฎหมายที่ใช้ในวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ไทย

1. สังคมสงเคราะห์คืออะไร และต่างจากการบริจาคทานอย่างไร2. ทฤษฎีหลักที่นักสังคมสงเคราะห์ใช้มองปัญหา3. จรรยาบรรณและบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์4. ขั้นตอนมาตรฐานการปฏิบัติงาน: Intake → Termination5. สังคมสงเคราะห์กลุ่มและชุมชน6. เครื่องมือประเมินภาพรวมครอบครัวและสิ่งแวดล้อม7. เทคนิคการสัมภาษณ์และการให้คำปรึกษาเบื้องต้น8. การบันทึกรายงานและ SOAP Note9. เทคนิคการทำงานกับกลุ่มเฉพาะ10. การจัดการรายกรณี การส่งต่อ และการประสานเครือข่าย11. สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ12. พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 254613. พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และ พ.ร.บ. ส่งเสริมฯ คนพิการ พ.ศ. 255014. พ.ร.บ. ป้องกันการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และ พ.ร.บ. ความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 255015. ตารางสรุปกฎหมายสำคัญทั้ง 6 ฉบับ
1

สังคมสงเคราะห์คืออะไร และต่างจากการบริจาคทานอย่างไร

ส่วนนี้อธิบายนิยามและปรัชญาพื้นฐาน ซึ่งเป็นรากที่ทำให้เข้าใจว่าทำไมวิชาชีพนี้จึงมีกระบวนการและจรรยาบรรณเฉพาะ

สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ (Social Work) เป็นวิชาชีพที่มุ่งส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเสริมพลังอำนาจแก่บุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยอาศัยหลักสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมทางสังคมเป็นแกนกลาง สหพันธ์นักสังคมสงเคราะห์นานาชาติ (IFSW) นิยามว่าเป็นวิชาชีพที่ใช้ทฤษฎีสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อช่วยให้บุคคลและชุมชนรับมือกับความท้าทายในชีวิตได้

จุดต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างสังคมสงเคราะห์กับการบริจาคทานคือ นักสังคมสงเคราะห์ ทำงานร่วมกับผู้รับบริการ ไม่ใช่ทำแทน และมุ่งให้ผู้รับบริการพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ไม่ใช่พึ่งความช่วยเหลือจากภายนอกถาวร นอกจากนี้ยังตั้งคำถามกับโครงสร้างสังคมที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่แค่ช่วยบรรเทาทุกข์รายบุคคล

ปรัชญาพื้นฐาน 3 ประการที่ทำให้สังคมสงเคราะห์แตกต่างจากงานการกุศล

  • มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีในตัวเองโดยเนื้อแท้ ไม่มีเงื่อนไข
  • ปัญหาของบุคคลเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ความบกพร่องส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
  • สังคมมีหน้าที่สร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้ทุกคนดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี
2

ทฤษฎีหลักที่นักสังคมสงเคราะห์ใช้มองปัญหา

ส่วนนี้เทียบให้เห็นว่าแต่ละทฤษฎีมีจุดเน้นต่างกันอย่างไร และใช้ในสถานการณ์แบบไหน

ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) มองว่าบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของระบบหลายชั้นที่ซ้อนกัน ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน สถาบัน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงในส่วนหนึ่งย่อมกระทบส่วนอื่น ดังนั้นนักสังคมสงเคราะห์จึงไม่มองปัญหาแบบแยกส่วน แต่ทำงานกับหลายระบบพร้อมกัน เช่น เด็กมีปัญหาพฤติกรรมในโรงเรียน อาจมีสาเหตุจากความขัดแย้งในครอบครัวหรือความยากจน ไม่ใช่ตัวเด็กเอง

ทฤษฎีนิเวศวิทยาของ Bronfenbrenner ขยายทฤษฎีระบบให้ชัดขึ้นโดยแบ่งชั้นจากใกล้ไปไกล แนวคิด Goodness of Fit ซึ่งใช้คู่กันหมายถึงความสอดคล้องระหว่างความต้องการของบุคคลกับสิ่งที่สิ่งแวดล้อมจัดให้ หากไม่สอดคล้องกัน ปัญหาก็เกิด งานของนักสังคมสงเคราะห์คือการปรับปรุงความสอดคล้องนั้น

ชั้น (Bronfenbrenner)
คือสิ่งแวดล้อมระดับ
ตัวอย่าง
Microsystem
ใกล้ตัวที่สุด มีปฏิสัมพันธ์โดยตรง
ครอบครัว โรงเรียน กลุ่มเพื่อน
Mesosystem
ความสัมพันธ์ระหว่าง Microsystem
ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับโรงเรียน
Exosystem
ไม่ได้ร่วมโดยตรง แต่มีผล
นโยบายที่ทำงานพ่อแม่ กำหนดชั่วโมงทำงาน
Macrosystem
บริบทกว้าง ค่านิยม กฎหมาย อุดมการณ์
วัฒนธรรม นโยบายรัฐ
Chronosystem
มิติเวลา การเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัยและประวัติศาสตร์
เหตุการณ์ชีวิต สังคมเปลี่ยนแปลง

ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ของ Pavlov และ Skinner มองว่าพฤติกรรมเรียนรู้ได้และเปลี่ยนได้ผ่านการเสริมแรง (Reinforcement) พฤติกรรมที่ได้รับผลดีจะเกิดซ้ำ พฤติกรรมที่ได้รับผลลบจะลดลง ใช้ออกแบบโปรแกรมปรับพฤติกรรม เช่น การบำบัดผู้ติดสารเสพติดหรือการฝึกทักษะสังคม รวมถึงพัฒนาเป็น Cognitive-Behavioral Therapy (CBT) ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura เพิ่มมิติว่ามนุษย์เรียนรู้จากการสังเกตผู้อื่น (Observational Learning) ไม่ต้องประสบเองก็เรียนรู้ได้ แนวคิดสำคัญคือ Self-Efficacy หรือความเชื่อมั่นว่าตนทำสิ่งนั้นสำเร็จได้ นักสังคมสงเคราะห์จึงมุ่งสร้าง Self-Efficacy โดยให้ผู้รับบริการประสบความสำเร็จในงานเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยขยายไปงานที่ยากขึ้น

3

จรรยาบรรณและบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์

ส่วนนี้อธิบายว่าจรรยาบรรณกำหนดพฤติกรรมอย่างไร และนักสังคมสงเคราะห์สวมบทบาทใดในสถานการณ์ต่างๆ

หลักจรรยาบรรณสำคัญ 6 ประการที่นักสังคมสงเคราะห์ยึดถือ

  • การให้บริการ (Service) — นำทักษะวิชาชีพมาใช้เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
  • ความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) — ท้าทายและเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่สร้างความเหลื่อมล้ำ
  • ศักดิ์ศรีและคุณค่าของบุคคล (Dignity and Worth) — เคารพผู้รับบริการทุกคน ส่งเสริมการตัดสินใจของตนเอง (Self-Determination)
  • ความสำคัญของความสัมพันธ์ (Human Relationships) — ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลคือพาหนะของการเปลี่ยนแปลง
  • ความซื่อสัตย์ (Integrity) — ปฏิบัติตัวเชื่อถือได้แม้เผชิญแรงกดดัน
  • ความสามารถในวิชาชีพ (Competence) — ทำงานในขอบเขตที่ตนมีความสามารถ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่ออกสอบบ่อย: Conflict of Interest คือห้ามให้บริการบุคคลที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวลึกซึ้งกับตน, Confidentiality คือรักษาความลับผู้รับบริการ ยกเว้นมีความเสี่ยงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น และ Dual Relationship คือห้ามมีบทบาทซ้ำซ้อน เช่น เป็นทั้งผู้ให้บริการและเพื่อนพร้อมกัน

บทบาท
ทำอะไร
ตัวอย่าง
Direct Service Provider
ทำงานโดยตรงกับผู้รับบริการ สัมภาษณ์ ให้คำปรึกษา
ให้การปรึกษาผู้ประสบปัญหาครอบครัว
Case Manager/Coordinator
ประสานงานหลายหน่วยงานให้ครอบคลุมและต่อเนื่อง
ประสานโรงพยาบาล โรงเรียน สำนักงาน พม.
Advocate
พูดแทนหรือร่วมพูดเพื่อปกป้องสิทธิผู้รับบริการ
ผลักดันให้ผู้รับบริการได้รับสิทธิประโยชน์ที่ควรได้
Educator
ให้ข้อมูลและความรู้แก่ผู้รับบริการและชุมชน
ให้ความรู้เรื่องพัฒนาการเด็กแก่พ่อแม่
Community Organizer
สร้างพลังชุมชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วม
จัดกระบวนการแก้ปัญหาชุมชนแบบมีส่วนร่วม
Researcher/Evaluator
เก็บข้อมูล ประเมินผลโปรแกรม นำมาพัฒนางาน
ประเมินผลโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุ
สมาชิก PRO
อ่านสรุปฉบับเต็ม ครบทุกหัวข้อ
อ่านง่าย จำได้จริง · บุ๊คมาร์คอ่านต่อจากที่ค้างไว้อัตโนมัติ
99 บาท/เดือน →

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต