ภาพรวมทฤษฎี กระบวนการ เครื่องมือ และกฎหมายที่ใช้ในวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ไทย
→ส่วนนี้อธิบายนิยามและปรัชญาพื้นฐาน ซึ่งเป็นรากที่ทำให้เข้าใจว่าทำไมวิชาชีพนี้จึงมีกระบวนการและจรรยาบรรณเฉพาะ
สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ (Social Work) เป็นวิชาชีพที่มุ่งส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเสริมพลังอำนาจแก่บุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยอาศัยหลักสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมทางสังคมเป็นแกนกลาง สหพันธ์นักสังคมสงเคราะห์นานาชาติ (IFSW) นิยามว่าเป็นวิชาชีพที่ใช้ทฤษฎีสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อช่วยให้บุคคลและชุมชนรับมือกับความท้าทายในชีวิตได้
จุดต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างสังคมสงเคราะห์กับการบริจาคทานคือ นักสังคมสงเคราะห์ ทำงานร่วมกับผู้รับบริการ ไม่ใช่ทำแทน และมุ่งให้ผู้รับบริการพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ไม่ใช่พึ่งความช่วยเหลือจากภายนอกถาวร นอกจากนี้ยังตั้งคำถามกับโครงสร้างสังคมที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่แค่ช่วยบรรเทาทุกข์รายบุคคล
ปรัชญาพื้นฐาน 3 ประการที่ทำให้สังคมสงเคราะห์แตกต่างจากงานการกุศล
→ส่วนนี้เทียบให้เห็นว่าแต่ละทฤษฎีมีจุดเน้นต่างกันอย่างไร และใช้ในสถานการณ์แบบไหน
ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) มองว่าบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของระบบหลายชั้นที่ซ้อนกัน ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน สถาบัน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงในส่วนหนึ่งย่อมกระทบส่วนอื่น ดังนั้นนักสังคมสงเคราะห์จึงไม่มองปัญหาแบบแยกส่วน แต่ทำงานกับหลายระบบพร้อมกัน เช่น เด็กมีปัญหาพฤติกรรมในโรงเรียน อาจมีสาเหตุจากความขัดแย้งในครอบครัวหรือความยากจน ไม่ใช่ตัวเด็กเอง
ทฤษฎีนิเวศวิทยาของ Bronfenbrenner ขยายทฤษฎีระบบให้ชัดขึ้นโดยแบ่งชั้นจากใกล้ไปไกล แนวคิด Goodness of Fit ซึ่งใช้คู่กันหมายถึงความสอดคล้องระหว่างความต้องการของบุคคลกับสิ่งที่สิ่งแวดล้อมจัดให้ หากไม่สอดคล้องกัน ปัญหาก็เกิด งานของนักสังคมสงเคราะห์คือการปรับปรุงความสอดคล้องนั้น
ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ของ Pavlov และ Skinner มองว่าพฤติกรรมเรียนรู้ได้และเปลี่ยนได้ผ่านการเสริมแรง (Reinforcement) พฤติกรรมที่ได้รับผลดีจะเกิดซ้ำ พฤติกรรมที่ได้รับผลลบจะลดลง ใช้ออกแบบโปรแกรมปรับพฤติกรรม เช่น การบำบัดผู้ติดสารเสพติดหรือการฝึกทักษะสังคม รวมถึงพัฒนาเป็น Cognitive-Behavioral Therapy (CBT) ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura เพิ่มมิติว่ามนุษย์เรียนรู้จากการสังเกตผู้อื่น (Observational Learning) ไม่ต้องประสบเองก็เรียนรู้ได้ แนวคิดสำคัญคือ Self-Efficacy หรือความเชื่อมั่นว่าตนทำสิ่งนั้นสำเร็จได้ นักสังคมสงเคราะห์จึงมุ่งสร้าง Self-Efficacy โดยให้ผู้รับบริการประสบความสำเร็จในงานเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยขยายไปงานที่ยากขึ้น
→ส่วนนี้อธิบายว่าจรรยาบรรณกำหนดพฤติกรรมอย่างไร และนักสังคมสงเคราะห์สวมบทบาทใดในสถานการณ์ต่างๆ
หลักจรรยาบรรณสำคัญ 6 ประการที่นักสังคมสงเคราะห์ยึดถือ
ประเด็นที่ออกสอบบ่อย: Conflict of Interest คือห้ามให้บริการบุคคลที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวลึกซึ้งกับตน, Confidentiality คือรักษาความลับผู้รับบริการ ยกเว้นมีความเสี่ยงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น และ Dual Relationship คือห้ามมีบทบาทซ้ำซ้อน เช่น เป็นทั้งผู้ให้บริการและเพื่อนพร้อมกัน
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต