กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

ฉบับอธิบายจากตัวบท พ.ศ. 2550 แก้ไขถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2556: นิยามและกลไกสิทธิ การเลือกปฏิบัติ บัตรคนพิการ สิทธิมาตรา 20 องค์กรและศูนย์บริการ กองทุน การจ้างงานมาตรา 33–39 พร้อมแนววิเคราะห์ข้อเท็จจริง

13 หัวข้อ · อ่านประมาณ 70 นาที · มีต้นฉบับจาก bangkaew.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 13 หัวข้อ15%
สารบัญ13 หัวข้อหลัก
  1. 1.บทนำ — วิธีใช้เนื้อหานี้: เริ่มจากชีวิตจริง ไม่เริ่มจากท่องเลขมาตรา
  2. 2.คณะกรรมการระดับชาติ มาตรา 5: กลไกเชิงนโยบาย ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อนุมัติรายวัน
  3. 3.ข้อยกเว้นมาตรา 15 ต้องจำกัด ไม่ใช่ใบอนุญาตให้กีดกัน
  4. 4.คนพิการไม่มีสถานะทะเบียนราษฎร มาตรา 19/1
  5. 5.สิทธิด้านการศึกษา มาตรา 20 (2)
  6. 6.สัตว์นำทาง อุปกรณ์ และเส้นทางเข้าถึง มาตรา 20 (8)
  7. 7.องค์กรที่ได้รับการรับรองและสิทธิตามมาตรา 20/2
  8. 8.ที่มาของกองทุน มาตรา 24 และการไม่ส่งคลัง
  9. 9.เงินกู้เพื่อประกอบอาชีพ: อย่าอ้างมาตรา 23–25 แทนระเบียบกู้
  10. 10.มาตรา 35: ทางเลือกส่งเสริมอาชีพต้องมีผู้รับ มูลค่า สัญญา และผลจริง
  11. 11.มาตรา 38 และสิทธิภาษี: ตรวจเงื่อนไขปีภาษีอย่างละเอียด
  12. 12.เคส 1: ผู้ใช้รถเข็นถูกปฏิเสธบริการ
  13. 13.เคส 5: ประกาศสิทธิเป็นภาพและจะเผยทะเบียนผู้ใช้บริการ
หัวข้อ 1

บทนำ — วิธีใช้เนื้อหานี้: เริ่มจากชีวิตจริง ไม่เริ่มจากท่องเลขมาตรา

กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มองความพิการเป็นเรื่องการแพทย์อย่างเดียว แต่เชื่อม ความบกพร่อง–ข้อจำกัดในการทำกิจกรรมหรือมีส่วนร่วม–อุปสรรคในสังคม–ความช่วยเหลือที่จำเป็น การวิเคราะห์ประเด็นจึงต้องตรวจทั้งตัวบุคคลและสภาพแวดล้อม ไม่ตัดสินจากชื่อโรค ประเภทความพิการ หรือรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว. เมื่อพบสถานการณ์ ให้แยกหกเรื่องก่อนตอบ ได้แก่ ใครเป็นผู้ใช้สิทธิ สิทธิหรือหน้าที่มาจากมาตราใด ใครมีอำนาจพิจารณา ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงอะไร มีกฎหมายลำดับรองใดกำหนดวิธี และคำสั่งหรือมาตรการมีผลอย่างไร การข้ามข้อใดข้อหนึ่งมักทำให้ข้อสรุปดูถูกแต่ใช้จริงไม่ได้

มาตราที่มีความสำคัญเชื่อมกันเป็นระบบ: มาตรา 15 ห้ามเลือกปฏิบัติ มาตรา 16 เปิดกลไกร้องและฟ้อง มาตรา 17 ให้องค์กรด้านคนพิการร้องหรือฟ้องแทน มาตรา 19 วางระบบบัตร มาตรา 20 กำหนดกลุ่มสิทธิ มาตรา 23–31 วางกองทุน และมาตรา 33–39 วางระบบจ้างงาน–ส่งเงิน–ทางเลือก–บังคับ–เปิดเผยข้อมูล. เนื้อหาจงใจใช้ตารางเฉพาะจุดที่ต้องเปรียบเทียบตัวเลขหรือบทบาท ส่วนหัวข้อหลักอธิบายเป็นย่อหน้า มีขั้นตอน เคส และข้อควรระวัง เพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นเหตุผลของกฎหมายและนำไปเขียนคำวินิจฉัยได้ ไม่ใช่จำช่องตารางแล้วจบ

สูตรตรวจข้อสรุปทุกสถานการณ์

  • แยกข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว ออกจากคำบอกเล่า ข้อสันนิษฐาน และเอกสารที่ยังตรวจแหล่งไม่ได้
  • แยกคำว่า “มีสิทธิ” “อาจดำเนินการ” “ต้องดำเนินการ” และ “ทำได้เมื่อเข้าเงื่อนไข”
  • ห้ามใช้เกณฑ์เดียวกับทุกคน หากความจำเป็น อุปสรรค หรือผลกระทบต่างกัน
  • ทุกการจำกัดสิทธิต้องมีฐานกฎหมาย วัตถุประสงค์ชอบ ความจำเป็น ความได้สัดส่วน และเหตุผลเฉพาะราย
  • ตัวเลขตามกฎหมายลำดับรอง เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ ต้องตรวจฉบับและวันที่ใช้จริง ไม่ยึดตัวอย่างเก่า

ชื่อเต็มคือ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ และยกเลิกพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 เนื้อหาตรวจจากฉบับรวมที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเผยแพร่ ซึ่งรวมการแก้ไขถึง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2556. ฉบับที่ 2 เพิ่มกลไกสำคัญ เช่น มาตรา 13/1 การติดตามให้หน่วยงานปฏิบัติตามสิทธิ มาตรา 19/1 สำหรับคนพิการที่ไม่มีสถานะทะเบียนราษฎร มาตรา 20/1–20/4 เรื่องการใช้สิทธิ องค์กร และศูนย์บริการคนพิการ รวมทั้งปรับมาตรา 35 ให้มีทางเลือกส่งเสริมอาชีพหลายรูปแบบ

ไม่พบพระราชบัญญัติฉบับที่ 3 ในแหล่งราชการที่ตรวจ ณ วันที่จัดทำ แต่กฎหมายลำดับรองและแนวทางปฏิบัติเปลี่ยนได้ เช่น ระเบียบบัตรคนพิการ หลักเกณฑ์ผู้ช่วยคนพิการ หลักเกณฑ์กองทุน ค่าแรงขั้นต่ำ และวิธีรายงานการจ้างงาน จึงต้องแยก “ตัวบท พ.ร.บ.” ออกจาก “รายละเอียดตามกฎหรือระเบียบปัจจุบัน” เสมอ. คำว่า “สำนักงาน” และ “ผู้อำนวยการ” ในตัวบทต้องอ่านตามนิยามและบทแก้ไข แม้โครงสร้างบริหารราชการปัจจุบันใช้ชื่อกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ การวิเคราะห์ประเด็นตัวบทไม่ควรเปลี่ยนถ้อยคำผู้มีอำนาจเองโดยไม่มีฐานกฎหมาย

แกนของกฎหมายคือทำให้คนพิการดำรงชีวิตอิสระ มีศักดิ์ศรี เสมอภาค และมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเต็มที่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ จึงไม่ใช่กฎหมายแจกสวัสดิการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกฎหมายเปลี่ยนระบบบริการ นโยบาย สถานที่ ข้อมูล และตลาดแรงงานให้ไม่สร้างอุปสรรค. ความช่วยเหลือเฉพาะบุคคลไม่ได้ขัดกับความเสมอภาค ความเสมอภาคที่แท้จริงอาจต้องจัดสื่อคนละรูปแบบ เพิ่มเวลา จัดล่าม ปรับเส้นทาง หรือมีผู้ช่วยตามความจำเป็น หากให้ทุกคนใช้บันได แบบฟอร์มภาพ หรือโทรศัพท์เสียงเหมือนกัน ผลอาจไม่เท่าเทียม. หลักการมีส่วนร่วมหมายถึงให้คนพิการและองค์กรตัวแทนเข้าร่วมตั้งแต่ระบุปัญหา ออกแบบ ตัดสินใจ ดำเนินการ ติดตาม และประเมินผล การเชิญมารับทราบเมื่อแผนเสร็จและแก้ไม่ได้เป็นเพียงประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่การมีส่วนร่วมที่มีความหมาย

การประเมินสิทธิที่ดีจึงไม่ถามเพียงว่า “มีความพิการหรือไม่” แต่ถามต่อว่าอุปสรรคใดทำให้เสียโอกาส การปรับอะไรช่วยให้เข้าถึงได้ ใครต้องจัด และผลที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร. มาตรา 4 นิยามคนพิการว่า บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากความบกพร่องด้านการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่น ประกอบกับมีอุปสรรคด้านต่าง ๆ และจำเป็นเป็นพิเศษต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใด

องค์ประกอบนี้เป็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่รายการโรค ผู้ขออาจมีใบวินิจฉัยแต่ไม่มีข้อมูลข้อจำกัดหรืออุปสรรคเพียงพอต่อสิทธิบางประเภท ขณะเดียวกันผู้มีข้อจำกัดชัดอาจยังไม่มีเอกสารตามระเบียบบัตร จึงต้องแยกข้อเท็จจริงเรื่องความพิการออกจากเงื่อนไขพิสูจน์และขั้นตอนรับสิทธิ. การวิเคราะห์แฟ้มควรบันทึกกิจกรรมที่ทำได้และทำไม่ได้ ความถี่ ความรุนแรง บริบท สภาพแวดล้อม เครื่องช่วยที่ใช้ ผลเมื่อปรับสภาพ และความช่วยเหลือที่จำเป็น ห้ามใช้ข้อความกว้างว่า “ช่วยเหลือตนเองไม่ได้” โดยไม่บอกกิจกรรมและหลักฐาน. ประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประกาศกำหนด จึงต้องตรวจประกาศปัจจุบันก่อนออกเอกสารรับรองหรือบัตร ไม่สร้างประเภทหรือเกณฑ์จากความคุ้นเคยของเจ้าหน้าที่เอง

“การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ” ครอบคลุมการเสริมสร้างให้ดีขึ้นหรือคงความสามารถเดิม โดยใช้กระบวนการทางการแพทย์ ศาสนา การศึกษา สังคม อาชีพ หรือกระบวนการอื่น เพื่อให้มีโอกาสทำงานหรือดำรงชีวิตเต็มศักยภาพ จึงไม่เท่ากับการรักษาครั้งล่าสุดและไม่จำกัดอยู่ในโรงพยาบาล. “การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต” รวมการฟื้นฟู สวัสดิการ การส่งเสริมและพิทักษ์สิทธิ การดำรงชีวิตอิสระ ศักดิ์ศรี ความเสมอภาค การมีส่วนร่วม และสภาพแวดล้อมที่เข้าถึงได้ การอนุมัติโครงการจึงต้องเชื่อมกับผลเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงมีคนพิการเป็นผู้เข้าร่วม. “ผู้ดูแลคนพิการ” คือบิดา มารดา บุตร คู่สมรส ญาติพี่น้อง หรือบุคคลอื่นใดที่รับดูแลหรืออุปการะคนพิการ จึงห้ามปฏิเสธเพราะไม่ใช่ญาติสายตรง ต้องดูการดูแลจริง ความต่อเนื่อง บทบาท และหลักฐาน

“ผู้ช่วยคนพิการ” คือบุคคลซึ่งช่วยคนพิการเฉพาะบุคคลให้ปฏิบัติกิจวัตรสำคัญในการดำรงชีวิตตามระเบียบของคณะกรรมการ ผู้ช่วยจึงไม่ใช่คำเดียวกับผู้ดูแล และการมีครอบครัวอยู่บ้านไม่ทำให้สิทธิผู้ช่วยหมดไปโดยอัตโนมัติ

นิยามสำคัญอื่น: ฟื้นฟู พัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้ดูแล และผู้ช่วย
คำแกนของนิยามจุดที่มักตอบผิด
คนพิการข้อจำกัดจากความบกพร่องประกอบอุปสรรคและความช่วยเหลือจำเป็นใช้ชื่อโรคหรือรูปลักษณ์ตัดสินอย่างเดียว
การฟื้นฟูสมรรถภาพเพิ่มหรือคงความสามารถด้วยหลายกระบวนการคิดว่าเท่ากับรักษาพยาบาลครั้งเดียว
ผู้ดูแลคนพิการญาติหรือบุคคลอื่นที่ดูแล/อุปการะจริงบังคับว่าต้องเป็นญาติสายตรง
ผู้ช่วยคนพิการช่วยเฉพาะบุคคลในกิจวัตรสำคัญตามระเบียบปฏิเสธเพราะมีสมาชิกครอบครัวอยู่ด้วย
องค์การคนพิการแต่ละประเภทองค์กรสมาชิกระดับชาติตามประเภทที่แจ้งชื่อกับสำนักงานเหมารวมกับกลุ่มกิจกรรมทั่วไปทุกกลุ่ม
หัวข้อ 2

คณะกรรมการระดับชาติ มาตรา 5: กลไกเชิงนโยบาย ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อนุมัติรายวัน

มาตรา 5 ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นรองประธาน และมีปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าหน่วยงานหลัก ผู้แทนองค์การคนพิการแต่ละประเภทเจ็ดคน ผู้ทรงคุณวุฒิหกคน และผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ. โครงสร้างข้ามกระทรวงสะท้อนว่าปัญหาคนพิการไม่อยู่ในกระทรวงเดียว การศึกษาอยู่กับหน่วยงานการศึกษา งานกับแรงงาน สุขภาพกับสาธารณสุข อาคารและขนส่งกับหลายหน่วย การส่งเรื่องกระทบหลายระบบให้หน่วยเดียวตัดสินโดยไม่ประสานจึงไม่ตรงโครงกฎหมาย

กรรมการที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระสามปีตามมาตรา 7 ส่วนการประชุมต้องมีไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นองค์ประชุม ใช้เสียงข้างมาก และประชุมไม่น้อยกว่าปีละสามครั้งตามมาตรา 10 คณะอนุกรรมการตามมาตรา 11 ต้องมีคนพิการซึ่งมีบัตรอย่างน้อยหนึ่งคน. ในกรณีศึกษาเชิงนโยบาย ต้องแยกอำนาจกำหนดนโยบาย มาตรฐาน ระเบียบ หรือวินิจฉัยระดับคณะกรรมการ ออกจากการรับคำขอ ตรวจเอกสาร ให้บริการ และติดตามรายกรณีของสำนักงาน ศูนย์บริการ หรือหน่วยงานเจ้าของภารกิจ. มาตรา 6 (1) ให้เสนอนโยบาย แผนหลัก และโครงการต่อคณะรัฐมนตรี โดยต้องคำนึงพันธกรณีระหว่างประเทศ และ (2) ให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงสำคัญตามมาตรา 20 (6), 33, 34 และ 37 ส่วน (3) ให้ความเห็นต่อกฎหมายหรือนโยบายอื่นที่อาจกระทบคนพิการ

มาตรา 6 (4) ให้วางระเบียบและวิธีช่วยเหลือ สนับสนุน และบริการอย่างทั่วถึงเป็นธรรม ขณะที่ (5) ให้วินิจฉัยและสั่งเพิกถอนหรือห้ามการเลือกปฏิบัติ และ (6) พิจารณาสนับสนุนกิจกรรมของรัฐหรือเอกชน จึงต้องเลือกช่องอำนาจให้ตรงเรื่อง. ด้านกองทุน มาตรา 6 (7) ให้วางระเบียบการบริหาร จ่าย เก็บรักษา รายงาน และตัดหนี้โดยมีความเห็นชอบกระทรวงการคลังในส่วนที่กำหนด และ (9) อนุมัติโครงการส่วนเกินอำนาจคณะอนุกรรมการบริหารกองทุน. มาตรา 6 (10) ให้กำหนดมาตรฐาน รับรอง หรือเพิกถอนการรับรององค์กรด้านคนพิการหรือองค์กรผู้ให้บริการ การรับรองจึงไม่ดูชื่อหรือคำประกาศตนเอง แต่ต้องดูวัตถุประสงค์ ผลงาน สมาชิก ระบบบริหาร ธรรมาภิบาล และเงื่อนไขตามระเบียบ

มาตรา 12 วางสำนักงานและผู้อำนวยการ ส่วนมาตรา 13 ให้อำนาจประสานงาน สำรวจและวิเคราะห์ข้อมูล จัดทำแผน สนับสนุนองค์กร ตรวจสิทธิ ให้คำแนะนำ และช่วยให้คนพิการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการ และความช่วยเหลือตามความจำเป็นเฉพาะบุคคล. เมื่อสำนักงานตรวจพบหน่วยงานรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลผู้มีหน้าที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามสิทธิ มาตรา 13/1 ให้แจ้งผู้รับผิดชอบให้ปฏิบัติตาม หากเป็นหน่วยงานรัฐและยังไม่ดำเนินการ ให้รายงานคณะกรรมการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ. ถ้าเป็นเอกชนหรือบุคคล ให้แจ้งหน่วยงานรัฐเจ้าของอำนาจบังคับตามกฎหมายนั้น และหากหน่วยงานรัฐละเลยหรือล่าช้าจนอาจเกิดความเสียหาย จึงรายงานคณะกรรมการและดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด โครงนี้ป้องกันการใช้อำนาจผิดหน่วย

รายงานที่ดีต้องระบุผู้มีหน้าที่ ข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ การแจ้งเตือน ระยะเวลาที่ให้ ผลการตอบ และความเสี่ยงหากล่าช้า ไม่เขียนเพียงว่า “ประสานแล้ว” เพราะตรวจไม่ได้ว่าขั้นตอนตามมาตรา 13/1 ครบหรือยัง. มาตรา 14 ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือให้นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ หรือบุคคลเกี่ยวข้องชี้แจง ส่งผู้แทน ให้ถ้อยคำ ส่งเอกสาร หรือพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา อำนาจนี้มีเป้าหมายให้ได้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ให้ออกข้อสรุปก่อนรับฟัง. หนังสือต้องบอกฐานอำนาจ ประเด็น เอกสารที่จำเป็น ระยะเวลา และช่องทางที่เข้าถึงได้ การเรียกข้อมูลสุขภาพทั้งหมดทั้งที่ประเด็นมีเพียงจำนวนลูกจ้างเกินขอบความจำเป็นและเพิ่มความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 14 มีโทษปรับไม่เกินห้าพันบาทตามมาตรา 40 แต่ก่อนสรุปว่าฝ่าฝืนต้องตรวจว่าคำสั่งชอบ ส่งถึงผู้รับ มีเวลาสมควร และผู้รับสามารถเข้าถึงหรือปฏิบัติได้จริง. หลักฐานทุกชิ้นควรบันทึกแหล่ง วันได้มา ความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือ และข้อโต้แย้ง เพื่อให้คำสั่งภายหลังมีเหตุผลและตรวจย้อนกลับได้. มาตรา 15 ห้ามหน่วยงานรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลกำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ มาตรการ โครงการ หรือวิธีปฏิบัติที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ ขอบเขตจึงครอบทั้งการตัดสินรายคนและกติกาของระบบ

วรรคสองรวมการกระทำหรืองดเว้นที่แม้ไม่ได้มุ่งเลือกปฏิบัติโดยตรง แต่ผลทำให้คนพิการเสียสิทธิประโยชน์ที่ควรได้เพราะความพิการ เช่น รับสมัครออนไลน์ด้วยภาพที่โปรแกรมอ่านหน้าจอใช้ไม่ได้ แม้ประกาศเดียวกันกับทุกคนก็สร้างผลกีดกัน. การปฏิเสธผู้ใช้รถเข็นเพราะ “บริการลำบาก” โดยไม่ประเมินทางเลือก การให้ผู้เรียนพิการรอจนมีห้องเฉพาะ หรือการกำหนดช่องร้องเรียนเฉพาะโทรศัพท์เสียง ล้วนต้องตรวจผลจริง ไม่จบที่เจตนาว่าไม่ได้ตั้งใจ. คำว่า “การอำนวยความสะดวกที่สมเหตุสมผล” ไม่ได้เขียนเป็นถ้อยคำตรงในมาตรา 15 แต่แนววิเคราะห์เรื่องมาตรการช่วยเหลือ ความจำเป็น และความได้สัดส่วนเกิดจากมาตรา 15 ร่วมกับสิทธิมาตรา 20 กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และพันธกรณีสิทธิคนพิการ จึงไม่ควรอ้างมาตรา 15 คำเดียวแบบกว้างเกินตัวบท

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก bangkaew.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต