กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)

จากวิสัยทัศน์มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สู่ความสัมพันธ์ของหกยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนที่วัดผลได้

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 32 นาที · มีต้นฉบับจาก nesdc.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

บทที่ 1 กรอบพัฒนาประเทศจากวิสัยทัศน์เดียวสู่ยุทธศาสตร์หกด้าน

ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561–2580 เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศใช้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 เพื่อเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล และเป็นกรอบให้แผนระดับต่าง ๆ สอดคล้องและบูรณาการจนเกิดพลังผลักดันร่วมกัน สถานะของเอกสารจึงต่างจากนโยบายเฉพาะรัฐบาลหรือแผนงานรายหน่วยงาน เพราะวางทิศทางยาวยี่สิบปีและเชื่อมการตัดสินใจของรัฐหลายระดับ การอ่านยุทธศาสตร์ให้เข้าใจต้องเริ่มจากปลายทางที่ประเทศต้องการ แล้วจึงมองว่าแต่ละด้านแก้เงื่อนไขใดและสนับสนุนด้านอื่นอย่างไร มิใช่จำชื่อหกด้านเป็นรายการที่แยกขาดจากกัน

เหตุผลของกรอบระยะยาวอยู่ที่ปัญหาประเทศมีความเกี่ยวพันและใช้เวลาแก้ต่างกัน เศรษฐกิจไทยยกระดับรายได้และบริการสาธารณะได้มาก แต่ยังมีผลิตภาพต่ำในหลายภาค การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมไม่เต็มศักยภาพ ทักษะแรงงานไม่ตรงความต้องการ ความเหลื่อมล้ำและมาตรฐานบริการระหว่างพื้นที่ยังต่างกัน ขณะที่ทรัพยากรถูกใช้เกินสมดุล ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่อง ประสิทธิภาพ และการตอบสนองประชาชน เมื่อประกอบกับสังคมสูงวัย เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการแข่งขันโลก ประเทศจึงต้องมีทิศทางที่รักษาความต่อเนื่องแต่ยืดหยุ่นต่อบริบท ไม่แก้ปัญหาหนึ่งด้วยการย้ายภาระไปสร้างอีกปัญหาในอนาคต

วิสัยทัศน์กำหนดว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ความมั่นคงหมายถึงความปลอดภัย เอกราช ความสงบ ความเข้มแข็งของสังคม ตลอดจนความมั่นคงในชีวิต งาน รายได้ อาหาร พลังงาน และน้ำ ความมั่งคั่งหมายถึงเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง มีขีดแข่งขัน กระจายประโยชน์ ลดความยากจน และมีทุนมนุษย์ ปัญญา การเงิน สังคม กับทรัพยากรเพียงพอต่อการพัฒนาต่อ ส่วนความยั่งยืนหมายถึงการเพิ่มคุณภาพชีวิตโดยไม่ใช้ทรัพยากรเกินพอดี รักษาความสามารถรองรับของระบบนิเวศ และให้ทุกภาคส่วนรับผิดชอบผลประโยชน์ร่วม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทำหน้าที่กำกับความสมดุล เหตุผล และภูมิคุ้มกันของการเลือกทางพัฒนา

เป้าหมายการพัฒนาประเทศวางภาพปลายทางว่า ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม และฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน การประเมินผลจึงไม่อาจใช้รายได้หรือการเติบโตตัวเดียว แต่พิจารณาความอยู่ดีมีสุขของคนและสังคม ขีดความสามารถแข่งขันควบคู่การกระจายรายได้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความเท่าเทียมและความเสมอภาค ความหลากหลายทางชีวภาพกับคุณภาพสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพการบริหารรวมถึงการเข้าถึงบริการภาครัฐ กรอบประเมินเหล่านี้ช่วยตรวจความสมดุล เช่น โครงการที่สร้างรายได้แต่ทำลายฐานทรัพยากรหรือกีดกันคนบางกลุ่มยังไม่ตอบเป้าหมายครบ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้นดีขึ้นก็ตาม

ยุทธศาสตร์หกด้านทำงานเป็นสถาปัตยกรรมเดียว ด้านความมั่นคงสร้างสภาพแวดล้อมที่ประชาชนและกิจกรรมพัฒนาเดินหน้าได้ ด้านการแข่งขันสร้างรายได้ งาน และความสามารถของระบบผลิต ด้านทรัพยากรมนุษย์ทำให้คนมีคุณภาพพอใช้โอกาสและสร้างนวัตกรรม ด้านโอกาสและความเสมอภาคทำให้ประโยชน์กระจายและสังคมไม่สูญเสียคนบางกลุ่ม ด้านการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรักษาฐานทรัพยากรสำหรับคนรุ่นต่อไป ส่วนด้านภาครัฐทำให้แผน งบประมาณ กฎหมาย บริการ และการตรวจสอบขับเคลื่อนไปในทิศเดียวกัน การมีส่วนร่วมแบบประชารัฐจึงไม่ใช่กิจกรรมประกอบ แต่เป็นวิธีรวมความรู้ ทรัพยากร และความรับผิดชอบของรัฐ เอกชน ชุมชน วิชาการ และประชาชนเข้ากับเป้าหมายร่วม

หน้าที่ของยุทธศาสตร์ชาติหกด้านในระบบเดียว
ด้านยุทธศาสตร์เงื่อนไขที่สร้างให้ประเทศความเชื่อมโยงสำคัญ
ความมั่นคงความสงบ ปลอดภัย พร้อมรับภัยคุกคามและภัยพิบัติเป็นฐานให้เศรษฐกิจ สังคม และบริการสาธารณะดำเนินต่อได้
ความสามารถในการแข่งขันฐานรายได้ ผลิตภาพ นวัตกรรม และโอกาสทางเศรษฐกิจต้องอาศัยคน โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร และกติกาที่เอื้อ
ศักยภาพทรัพยากรมนุษย์คนดี เก่ง มีคุณภาพ และพัฒนาได้ตลอดช่วงชีวิตทำให้คนสร้างคุณค่า ใช้เทคโนโลยี และดูแลตนกับส่วนรวมได้
โอกาสและความเสมอภาคการเข้าถึงทรัพยากร บริการ และประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรมลดช่องว่าง เสริมชุมชน และทำให้การเติบโตไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอยู่ในขีดรองรับของธรรมชาติรักษาน้ำ พลังงาน อาหาร ระบบนิเวศ และภูมิคุ้มกันภูมิอากาศ
การบริหารจัดการภาครัฐรัฐโปร่งใส ทันสมัย เชื่อมโยง และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเป้าหมายสู่แผน งบ กฎหมาย บริการ และผลที่ตรวจสอบได้
หัวข้อ 2

บทที่ 2 ความมั่นคงแบบองค์รวมที่คุ้มครองชีวิตและเปิดพื้นที่ให้การพัฒนา

ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงใช้แนวคิดความมั่นคงแบบองค์รวม เพราะภัยในโลกปัจจุบันไม่แยกเป็นการทหาร เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี หรือทรัพยากรอย่างเด็ดขาด เหตุการณ์ไซเบอร์อาจกระทบบริการรัฐและเศรษฐกิจ ภัยพิบัติอาจทำให้คนสูญเสียรายได้และย้ายถิ่น ส่วนความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอาจขยายความขัดแย้ง ความมั่นคงจึงเริ่มจากมนุษย์มีชีวิตและทรัพย์สินปลอดภัย ชุมชนกับสังคมมีความสงบ ประเทศรักษาเอกราชและอธิปไตยได้ และทุกระดับมีความพร้อมต่อเหตุไม่คาดคิด เป้าหมาย “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข” จึงวัดคุณค่าของระบบความมั่นคงจากชีวิตประชาชน ไม่ใช่เพียงขนาดของกำลังหรือจำนวนปฏิบัติการ

เป้าหมายของด้านนี้ครอบคลุมประชาชนอยู่ดี กินดี และมีความสุข บ้านเมืองมั่นคงทุกมิติ หน่วยงานความมั่นคง ภาครัฐ เอกชน และประชาชนมีความพร้อม ประเทศได้รับการยอมรับในประชาคมระหว่างประเทศ และการบริหารความมั่นคงเกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัดจึงมองทั้งความสุข ความปลอดภัย ความพร้อม การมีส่วนร่วม บทบาทระหว่างประเทศ และประสิทธิภาพของการจัดการแบบองค์รวม การอ่านผลต้องเชื่อมเหตุและผล เช่น การฝึกซ้อมเป็นเพียงผลผลิต ความพร้อมในการตัดสินใจและตอบโต้เป็นผลลัพธ์ ส่วนความสูญเสียที่ลดลงและการฟื้นตัวเร็วเป็นผลที่สะท้อนคุณค่าต่อประชาชน ระบบที่มีกิจกรรมมากแต่ข้อมูลไม่ถึงผู้ตัดสินใจหรือประชาชนยังไม่รู้วิธีปฏิบัติย่อมไม่ถือว่าพร้อมจริง

ประเด็นดำเนินการเริ่มจากการรักษาความสงบภายในประเทศ ซึ่งรวมการสร้างคนและสังคมให้เข้มแข็ง ยึดมั่นสถาบันหลัก พัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และขจัดเงื่อนไขที่ก่อความไม่สงบ แกนถัดมาคือการป้องกันและแก้ปัญหาที่กระทบความมั่นคง ทั้งปัญหาปัจจุบัน ภัยที่อาจอุบัติใหม่ ความสงบในพื้นที่เฉพาะ และผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หลักสำคัญคือไม่รอให้ความเสียหายเกิดแล้วจึงตอบโต้ แต่ต้องติดตาม เฝ้าระวัง เตือนภัย ลดสาเหตุ และสร้างความไว้วางใจควบคู่กัน มาตรการด้านกฎหมาย การพัฒนา การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมต้องทำงานประสาน มิฉะนั้นการแก้ปลายเหตุอาจทำให้ปัญหาย้ายรูปแบบหรือกลับมาใหม่

อีกแกนหนึ่งคือการพัฒนาศักยภาพประเทศให้พร้อมเผชิญภัย ผ่านข่าวกรองที่บูรณาการ การผนึกกำลังอำนาจแห่งชาติ ความพร้อมของกองทัพ หน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน ตลอดจนระบบเตรียมพร้อมและบริหารภัยคุกคาม ความร่วมมือกับอาเซียน นานาชาติ และองค์กรที่มิใช่รัฐช่วยรักษาดุลยภาพ สันติภาพ และการพัฒนากับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะภัยข้ามแดน อาชญากรรมไซเบอร์ โรคระบาด การค้ามนุษย์ หรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่อาจจัดการด้วยเขตอำนาจของหน่วยเดียว ข้อมูลและการสั่งการต้องมีจุดเชื่อมที่ชัด แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลต้องคำนึงถึงความจำเป็น ความปลอดภัย สิทธิ และความน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้เครื่องมือด้านความมั่นคงสร้างความเสี่ยงใหม่แก่ประชาชน

ปลายทางของด้านนี้คือกลไกบริหารความมั่นคงแบบองค์รวมที่ติดตาม เตือน ป้องกัน แก้เหตุ ฟื้นฟู และเรียนรู้ได้เป็นวงจร การกำหนดเจ้าภาพต้องไม่ทำให้หน่วยอื่นหลุดจากความรับผิดชอบ เพราะสถานการณ์หนึ่งมักต้องใช้ทั้งอำนาจตามกฎหมาย ความรู้เฉพาะ ข้อมูล พื้นที่ และความร่วมมือของประชาชน แผนที่ดีระบุภัย กลุ่มเปราะบาง ทรัพยากร เส้นทางสื่อสาร จุดตัดสินใจ แผนสำรอง และเกณฑ์ฟื้นตัวไว้ล่วงหน้า หลังเหตุการณ์ต้องตรวจทั้งสิ่งที่ทำได้และคอขวด แล้วส่งบทเรียนกลับไปปรับฐานข้อมูล การฝึก และมาตรการ ความมั่นคงเช่นนี้เอื้อยุทธศาสตร์ด้านอื่น เพราะกิจการลงทุนได้ คนเรียนและทำงานต่อได้ ชุมชนรักษาทุนของตน และรัฐมีความน่าเชื่อถือเมื่อรับมือความเสี่ยงโดยยึดประโยชน์ส่วนรวม

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก nesdc.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

สรุปยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) อ่านง่าย จำได้จริง | ติวสอบภาค ข