สารบัญ7 หัวข้อหลัก
- 1.ฐานระเบียบ วัตถุประสงค์ นิยาม และขอบเขตการช่วยเหลือ
- 2.วงเงิน ผู้ถือวงเงิน ผู้อนุมัติ และเหตุยุติการจ่าย
- 3.คณะกรรมการช่วยเหลือ การประสานพื้นที่ และการป้องกันก่อนประกาศเขต
- 4.การประกาศเขต การขอสนับสนุน การโอนเงิน และหลักการจ่าย
- 5.การช่วยเหลือประชาชน ครัวเรือน และสาธารณสุข
- 6.การเกษตร งานบรรเทา เครื่องมือ และค่าใช้จ่ายผู้ปฏิบัติ
- 7.การถอนเงิน ใบสำคัญ ชดใช้วงเงิน ตรวจสอบ และปิดแฟ้ม
ฐานระเบียบ วัตถุประสงค์ นิยาม และขอบเขตการช่วยเหลือ
แผนที่ทั้งเรื่อง: เงินฉุกเฉินต้องเร็ว แต่ทุกบาทต้องย้อนตรวจได้ — ระเบียบฉบับนี้สร้างทางด่วนทางการเงินเมื่อภัยเกิดและงบประมาณปกติยังมาไม่ทัน วงจรเริ่มจากจําแนกภัยและความฉุกเฉิน เลือกว่าจะป้องกันก่อนเกิดหรือช่วยหลังประกาศเขต กําหนดเจ้าภาพและผู้อนุมัติ จ่ายตามรายการที่กระทรวงการคลังกําหนด แล้วเร่งรวบรวมใบสําคัญเพื่อขอเงินงบประมาณมาชดใช้วงเงินทดรอง คําว่า “ทดรอง” จึงไม่ใช่เงินพิเศษที่หลุดจากระบบงบประมาณ แต่เป็นเงินที่เบิกจากคลังมาใช้ก่อนชั่วคราว เมื่อจ่ายแล้วต้องมีผู้รับรอง หลักฐาน รายงาน การตรวจสอบ และการขอรับโอนงบประมาณกลับมาชดใช้ให้วงเงินพร้อมรับเหตุครั้งถัดไป ฐานกฎหมายและเส้นเวลา: ระเบียบ 2568 กับหลักเกณฑ์ 2569 ทําหน้าที่คนละชั้น — ตัวบทหลักคือ “ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.
2568” ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 355 ง วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 และใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 โดยยกเลิกระเบียบ พ.ศ. 2562 ระเบียบวางโครงอํานาจ วงเงิน คณะกรรมการ การประกาศเขต การจ่าย การชดใช้วงเงิน และการตรวจสอบ ส่วนหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0402.4/ว 17 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 วางรายการ เงื่อนไข และอัตราจ่ายที่ใช้กับเหตุภัยตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป บทเฉพาะกาลข้อ 39–41: งานเก่าไม่สะดุด แต่งานขั้นใหม่ใช้กติกาใหม่ — ข้อ 39 ให้เหตุภัยที่เกิดก่อนวันใช้บังคับของระเบียบ 2568 ดําเนินตามระเบียบ 2562 จนเสร็จ แต่ขั้นตอนใดที่ยังไม่ได้เริ่มดําเนินการให้ปฏิบัติตามระเบียบ 2568 หลักนี้รักษาความต่อเนื่องโดยไม่บังคับรื้อการกระทําที่เสร็จแล้วทั้งหมด
ข้อ 40 ให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีช่วยเหลือที่ออกตามระเบียบ 2562 ไปพลางก่อน จนกระทรวงการคลังกําหนดหลักเกณฑ์ใหม่ ต่อมา ว 17/2569 จึงยกเลิกหลักเกณฑ์ปี 2563 สําหรับเหตุภัยตั้งแต่ 6 มีนาคม 2569 วัตถุประสงค์ข้อ 16–17: บรรเทาเฉพาะหน้า ไม่ใช่ชดใช้ความเสียหายเต็มมูลค่า — การใช้เงินทดรองตามข้อ 16 ต้องเป็นการช่วยเหลือที่จําเป็น เร่งด่วน เหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ผู้ประสบภัยจึงไม่ได้มีสิทธิเรียกให้รัฐคืนทรัพย์ทุกชิ้นหรือชดเชยมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจทั้งหมด ข้อ 17 เปิดให้จ่ายค่าใช้จ่ายจําเป็นต่อการดํารงชีพ ความเป็นอยู่ หรือทําให้กลับสู่สภาพเดิมเท่าที่จําเป็น แต่ห้ามใช้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือสาธารณูปโภคถาวร และห้ามก่อสร้างใหม่ เพราะงานลงทุนถาวรต้องเข้าสู่งบประมาณและการวางแผนปกติ
นิยาม “ภัยพิบัติ”: กว้างกว่าภัยธรรมชาติแต่ยังต้องมีอันตรายจริง — ข้อ 5 ครอบคลุมอัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลูกเห็บ ไฟป่า โรคหรือการระบาดของสัตว์ แมลงหรือศัตรูพืชทุกชนิด โรคหรือการระบาดของพืช โรคระบาดในมนุษย์ อากาศหนาว ภัยจากสงคราม การก่อการร้าย กองกําลังจากนอกประเทศ และภัยอื่นทั้งจากธรรมชาติหรือบุคคล รายชื่อไม่ใช่เพียงป้ายชื่อเหตุ ต้องเกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน การพบเชื้อหรือพบแมลงโดยยังไม่เกิดหรือคาดหมายความเสียหายตามองค์ประกอบ จึงต้องตรวจข้อเท็จจริงเพิ่มก่อนใช้งบ “กรณีฉุกเฉิน” กับ “การป้องกันหรือยับยั้ง” ไม่ใช่คําเดียวกัน — กรณีฉุกเฉินหมายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนหรือคาดหมายว่าจะเกิดในเวลาอันใกล้และจําเป็นต้องรีบแก้ไข ส่วนการป้องกันหรือยับยั้งคือการกระทําที่จําเป็นฉับพลันต่อภัยที่คาดหมายว่าจะเกิดใกล้ หากไม่ทําทันทีอาจกระทบชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน
ความต่างมีผลต่อทางเดินเงิน ข้อ 18 อนุญาตมาตรการป้องกันก่อนประกาศเขตภายในวงเงิน 10 ล้านบาทและผู้อนุมัติเฉพาะ ส่วนการช่วยเหลือหลังภัยเกิดเดินตามข้อ 20–27 และประกาศเขต ผู้ประสบภัยพิบัติ: ประชาชนได้รับผลกระทบ แต่ไม่รวมส่วนราชการ — ข้อ 5 ให้นิยามผู้ประสบภัยพิบัติเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากภัย โดยไม่รวมส่วนราชการ ดังนั้นทรัพย์สินของหน่วยงานรัฐที่เสียหายไม่กลายเป็นสิทธิรับเยียวยาครัวเรือนตามหลักเกณฑ์ อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติงานบางชนิด เช่น เชื้อเพลิงหรือซ่อมเครื่องมือกู้ภัยที่ใช้ช่วยประชาชน อาจจ่ายได้ตามรายการข้อ 5.6 ของหลักเกณฑ์ 2569 ฐานนั้นเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อปฏิบัติภารกิจ ไม่ใช่การประกาศให้หน่วยงานเป็นผู้ประสบภัย ห้าด้านงานช่วยเหลือและความหมายที่ต้องแยกก่อนเลือกวงเงิน — ระเบียบจําแนกงานสําคัญ ได้แก่ การช่วยเหลือด้านการเกษตร การสังคมสงเคราะห์หรือฟื้นฟู การแพทย์และการสาธารณสุข การป้องกันหรือยับยั้ง
และงานช่วยเหลือ/บรรเทาสาธารณภัย การจําแนกนี้เชื่อมว่าใครเป็นเจ้าภาพและใช้วงเงินของหน่วยงานใด การเกษตรรวมพืช ปศุสัตว์ และประมง ส่วนสังคมสงเคราะห์ครอบคลุมการช่วยเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ครัวเรือนที่หัวหน้าเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ การย้ายที่อยู่ การฟื้นอาชีพระยะสั้น และการแนะนําส่งต่อ ปลัดกระทรวงการคลังรักษาการ และกรณีระเบียบไม่กําหนด — ข้อ 6 ให้ปลัดกระทรวงการคลังรักษาการตามระเบียบและมีอํานาจกําหนดหลักเกณฑ์กับวิธีปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ ส่วนข้อ 7 กําหนดว่ากรณีวิธีปฏิบัติไม่ได้กําหนดไว้ หรือประสงค์ขอยกเว้น ต้องขอทําความตกลงกับกระทรวงการคลัง หลักนี้ป้องกันแต่ละจังหวัดสร้างกติกาเองจนมาตรฐานแตกต่าง การมีเหตุเร่งด่วนไม่ได้ให้อํานาจผู้อนุมัติท้องที่ยกเว้นระเบียบเอง เว้นแต่ตัวบทเปิดช่องชัด เช่น คําขอทางเครื่องมือสื่อสารหรือการประกาศเขตก่อนประชุมคณะกรรมการ
วงเงิน ผู้ถือวงเงิน ผู้อนุมัติ และเหตุยุติการจ่าย
วงเงินแปดหน่วยงานตามข้อ 8: จําเป็นชุดและอ่านผู้ถือวงเงินให้ตรง — ข้อ 8 กําหนดวงเงินขณะยังไม่ได้รับงบประมาณรายจ่ายไว้แปดรายการ: สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 100 ล้านบาท สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 100 ล้านบาท สํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ 10 ล้านบาท สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ 100 ล้านบาท สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 50 ล้านบาท สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 10 ล้านบาท กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 100 ล้านบาท และสํานักงาน ปภ. จังหวัดแห่งละ 50 ล้านบาท วงเงินเป็นเพดานเงินทดรองประจําหน่วยเจ้าของ ไม่ใช่สิทธิให้ใช้ได้ทุกเรื่องและไม่ใช่วงเงินต่อเหตุโดยอัตโนมัติ การเบิกต้องสอดคล้องภารกิจ ผู้อนุมัติ พื้นที่ และหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่าย
วงเงินกลาโหมและการแบ่งสรรภายใน — สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหมมีวงเงิน 100 ล้านบาท และปลัดกระทรวงกลาโหมมีอํานาจแบ่งสรรวงเงินนี้แก่ส่วนราชการในสังกัดตามความจําเป็นและเหมาะสม จึงไม่ใช่ว่าหน่วยทหารทุกแห่งถือวงเงิน 100 ล้านบาทแยกกัน การแบ่งสรรเป็นการจัดการวงเงินภายในเจ้าของวงเงิน ต้องมีเอกสารระบุหน่วยรับ วงเงิน วัตถุประสงค์ ระยะเวลา และการส่งใบสําคัญกลับ เพื่อไม่ให้ยอดรวมเกินกรอบและไม่ทําให้ความรับผิดชอบเรื่องชดใช้วงเงินขาดตอน สํานักงาน ปภ. จังหวัด 50 ล้านบาท กับวงเงินอําเภอไม่เกิน 1 ล้านบาท — ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดสรรจากวงเงินของสํานักงาน ปภ.
จังหวัดให้อําเภอหรือกิ่งอําเภอตามความจําเป็น โดยแต่ละแห่งวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท หากจําเป็นอาจเพิ่มได้และต้องแจ้งกระทรวงการคลัง หนึ่งล้านบาทจึงเป็นกรอบจัดสรรเริ่มต้นต่ออําเภอ ไม่ใช่เพดานตายที่เพิ่มไม่ได้ และการเพิ่มไม่ใช่เงียบ ๆ ในจังหวัด เพราะตัวบทกําหนดหน้าที่แจ้งกระทรวงการคลังเพื่อให้การควบคุมภาพรวมโปร่งใส วงเงินไม่พอและหน่วยงานอื่นจําเป็นต้องมีเงินทดรอง — เมื่อวงเงินของส่วนราชการตามข้อ 8 ไม่เพียงพอ ส่วนราชการนั้นขอขยายวงเงินเพิ่มโดยตรงต่อกระทรวงการคลังได้ และต้องรายงานการอนุมัติให้สํานักนายกรัฐมนตรีทราบ การขยายจึงมีทางกฎหมาย ไม่ต้องโยกเงินกันเองโดยไม่มีฐาน
ในกรณีฉุกเฉิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาจอนุมัติให้ส่วนราชการอื่นนอกบัญชีข้อ 8 มีวงเงินทดรองได้ตามความจําเป็น เพื่อรองรับภารกิจเฉพาะที่หน่วยเดิมไม่อาจดําเนินการทัน ผู้มีอํานาจอนุมัติจ่ายตามข้อ 9 — ข้อ 9 ผูกผู้อนุมัติกับเจ้าของวงเงิน: นายกรัฐมนตรีอนุมัติวงเงินสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องอนุมัติรายการของสํานักงานปลัดห้ากระทรวง อธิบดีกรม ปภ. อนุมัติวงเงินกรม และผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติวงเงินสํานักงาน ปภ. จังหวัด สําหรับอําเภอหรือกิ่งอําเภอภายในวงเงินที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดสรร นายอําเภอหรือปลัดอําเภอผู้เป็นหัวหน้าประจํากิ่งอําเภอเป็นผู้อนุมัติ การอนุมัติระดับอําเภอจึงชอบได้ต่อเมื่อมีวงเงินจริงและรายการผ่านกลั่นกรองตามกติกา
การมอบหมายอํานาจอนุมัติ: มอบได้แต่ความรับผิดต้องตามรอยได้ — ผู้มีอํานาจตามข้อ 9 อาจมอบหมายให้ข้าราชการในสังกัดอนุมัติแทนได้ การมอบหมายต้องอยู่ในขอบเขตสังกัด มีคําสั่งที่ชัดเจน และไม่ทําให้ผู้รับมอบหมายกลายเป็นเจ้าของวงเงินใหม่ คําสั่งควรระบุฐานข้อ 9 ประเภทภัยหรือภารกิจ วงเงินต่อครั้งหรือรวม ระยะเวลา เงื่อนไขรายงาน และกรณีสงวนอํานาจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่การเงินตรวจได้ก่อนจ่าย ไม่ใช่ตีความจากคําสั่งบริหารทั่วไป สํารองเงินสดช่วงวันหยุดและการคืนเงินเหลือ — เมื่อคาดหมายว่าจะเกิดภัยช่วงวันหยุด ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจเบิกเงินจากวงเงินสํานักงาน ปภ. จังหวัดเก็บเป็นเงินสดเท่าที่จําเป็น เพื่อให้ช่วยประชาชนได้ทันโดยไม่ต้องรอระบบธนาคารหรือคลังเปิดทําการ
ช่องนี้เป็นมาตรการสภาพคล่อง ไม่ใช่วงเงินเพิ่ม จึงต้องหักจากกรอบจังหวัด เก็บรักษาตามระบบเงินราชการ ระบุผู้ถือเงิน สถานที่เก็บ รายการจ่าย และกระทบยอดทุกวัน สามเหตุที่ต้องยุติการอนุมัติจ่ายตามข้อ 10 — ต้องหยุดอนุมัติเงินทดรองเมื่อส่วนราชการได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพื่อช่วยเหลือภัยเดียวกันแล้ว เมื่อระยะเวลาให้ความช่วยเหลือตามประกาศเขตสิ้นสุด หรือเมื่ออธิบดีกรม ปภ. หรือผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศยุติการให้ความช่วยเหลือ เหตุยุติมุ่งป้องกันการใช้เงินชั่วคราวต่อเนื่องเกินจําเป็นและป้องกันสองแหล่งเงินซ้ํากัน เมื่อมีงบปกติแล้วค่าใช้จ่ายใหม่ควรเดินตามงบนั้น ส่วนรายการที่อนุมัติและเกิดหนี้ชอบก่อนวันตัดต้องแยกจัดการตามข้อเท็จจริง
| ชั้น | คำถามที่ต้องตอบ | หลักฐานที่ควรมี |
|---|---|---|
| ฐานวงเงิน | วงเงินเป็นของหน่วยงานหรือพื้นที่ใดและใช้กับภารกิจด้านใด | ข้อกำหนดวงเงิน หนังสือแบ่งสรร และยอดคงเหลือปัจจุบัน |
| ผู้ถือวงเงิน | หน่วยงานใดรับเงินทดรองและต้องควบคุมยอดกับเอกสาร | ทะเบียนคุมวงเงิน บัญชีธนาคาร และผู้รับผิดชอบการเงิน |
| ผู้อนุมัติ | บุคคลใดมีอำนาจอนุมัติจ่ายหรือได้รับมอบหมายโดยชอบ | คำสั่งมอบหมาย ขอบเขตวงเงิน วันมีผล และลายมือชื่อ |
| เหตุและความจำเป็น | ค่าใช้จ่ายจำเป็นเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภัยตามวัตถุประสงค์หรือไม่ | ประกาศเขต รายงานเหตุ รายชื่อผู้ได้รับผลกระทบ และประมาณการ |
| เหตุยุติ | ได้รับงบปกติแล้ว เหตุสิ้นสุด หรือหมดความจำเป็นในการใช้เงินทดรองหรือไม่ | วันสิ้นเหตุ หนังสือแจ้งงบ ยอดผูกพัน เงินเหลือ และหลักฐานคืนเงิน |
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต