สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 จุดตั้งต้นของกิจการ อปพร. และภาษาของระบบ
- 2.บทที่ 2 คณะกรรมการกับการกำกับกิจการ
- 3.บทที่ 3 ศูนย์ อปพร. และสายบังคับบัญชาจากส่วนกลางถึงพื้นที่
- 4.บทที่ 4 จากผู้สมัครสู่สมาชิกและการรักษาทะเบียน
- 5.บทที่ 5 สิทธิ วินัย หน้าที่ และการออกปฏิบัติงาน
- 6.บทที่ 6 เครื่องแบบ เครื่องหมาย และบัตรประจำตัวตามฉบับแก้ไข
บทที่ 1 จุดตั้งต้นของกิจการ อปพร. และภาษาของระบบ
ระเบียบว่าด้วยกิจการอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนจัดระบบให้ประชาชนเข้ามาร่วมงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกับทางราชการอย่างมีสถานะ มีหน่วยต้นสังกัด และมีสายบังคับบัญชาชัดเจน ระเบียบฉบับฐานประกาศใน พ.ศ. 2553 และใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต่อมาได้ปรับปรุงใน พ.ศ. 2565 เพื่อให้การบริหาร การรับสมัคร การฝึกอบรม และการออกบัตรสอดคล้องกับสภาพการทำงานปัจจุบัน เนื้อหาที่ใช้จึงเป็นฉบับฐานประกอบข้อความแก้ไข มิใช่อ่านแยกเป็นสองระบบ
คำว่า “อปพร.” เป็นคำย่อของอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ส่วน “ศูนย์ อปพร.” เป็นชื่อรวมของศูนย์หลายระดับ ตั้งแต่ศูนย์กลางและศูนย์เขตของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปถึงศูนย์จังหวัด กรุงเทพมหานคร อำเภอ เขตในกรุงเทพมหานคร เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา เมื่อระเบียบกล่าวถึงผู้อำนวยการ จึงต้องดูระดับของศูนย์ประกอบเสมอ เพราะบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง อำนาจสั่งการ และเขตรับผิดชอบเปลี่ยนไปตามศูนย์นั้น
โครงสร้างนี้แยกบทบาทระหว่างการกำหนดทิศทางกับการลงมือปฏิบัติ คณะกรรมการในแต่ละระดับทำหน้าที่วางนโยบาย เสนอแนวทาง สนับสนุน และกำกับให้กิจการดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ขณะที่ศูนย์เป็นหน่วยบริหารกำลังคน ฝึกอบรม จัดทะเบียน ออกบัตร และสั่งการในภารกิจจริง สมาชิกจึงมิใช่กลุ่มอาสาที่รวมตัวอย่างอิสระ แต่เป็นบุคคลที่ผ่านกระบวนการของศูนย์และปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายภายในโครงที่ระเบียบกำหนด
ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเป็นผู้บัญชาการกิจการ อปพร. ในระดับประเทศ ส่วนคำว่า “ผู้อำนวยการ” ครอบคลุมผู้อำนวยการศูนย์กลาง ผู้อำนวยการจังหวัด ผู้อำนวยการอำเภอ ผู้อำนวยการท้องถิ่น และผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร ความต่างระหว่างผู้บัญชาการกับผู้อำนวยการช่วยอธิบายว่าเหตุใดนโยบายระดับประเทศจึงถ่ายทอดลงสู่ศูนย์พื้นที่ได้ ขณะเดียวกันงานเฉพาะพื้นที่ยังอยู่ภายใต้ผู้บริหารของหน่วยที่รับผิดชอบโดยตรง
การแก้ไขใน พ.ศ. 2565 มิได้ยกเลิกกิจการ อปพร. เดิมทั้งหมด แต่แทนข้อความบางส่วนและเปลี่ยนภาคผนวกเครื่องแบบ เครื่องหมาย และบัตรประจำตัวทั้งชุด จุดที่มีผลต่อการปฏิบัติมากคือการขยายความชัดเจนของอำนาจศูนย์กลาง การกำหนดผู้บริหารศูนย์อำเภอกับศูนย์เขตในกรุงเทพมหานคร การให้ศูนย์ต้นสังกัดดำเนินการเรื่องสมาชิกและบัตรได้ใกล้ตัวขึ้น ตลอดจนการเปิดให้ผู้อำนวยการแต่ละระดับอนุมัติโครงการฝึกอบรมภายใต้หลักสูตรที่กำหนด
ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตามระเบียบ มีอำนาจตีความ วินิจฉัยปัญหา และกำหนดหลักเกณฑ์หรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกติกา การอ่านเรื่องใดจึงควรเชื่อมให้ครบสามชั้น ได้แก่ หน่วยใดมีอำนาจ บุคคลใดเป็นผู้ปฏิบัติ และเอกสารใดรับรองสถานะหรือคำสั่ง เมื่อสามชั้นนี้สอดคล้องกัน กิจการอาสาสมัครจึงทำงานร่วมกับระบบราชการได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ภาวะปกติจนถึงการรับมือเหตุสาธารณภัย
บทที่ 2 คณะกรรมการกับการกำกับกิจการ
คณะกรรมการอำนวยการศูนย์ อปพร. กลางเป็นกลไกกำหนดทิศทางในระดับประเทศ มีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นประธาน และมีรองอธิบดีจากภารกิจที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนด้านการปกครองท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพิจารณา ภายหลังการปรับปรุง ผู้ดำรงตำแหน่งในกองส่งเสริมการป้องกันสาธารณภัยและส่วนกิจการอาสาสมัครทำหน้าที่เลขานุการกับผู้ช่วยเลขานุการตามโครงสร้างราชการปัจจุบัน ทำให้ฝ่ายนโยบายเชื่อมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจการอาสาสมัครโดยตรง
หน้าที่ของคณะกรรมการกลางครอบคลุมการกำหนดนโยบายและแนวทางบริหารกิจการ การเสนอแนวทางหรือมาตรการให้ศูนย์แต่ละระดับถือปฏิบัติ ตลอดจนการกำกับ ดูแล และสนับสนุนให้การดำเนินงานเรียบร้อย หากเรื่องใดต้องศึกษาเฉพาะด้าน คณะกรรมการสามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอความเห็น หรือมอบหมายงานเป็นการเฉพาะได้ อำนาจเช่นนี้สะท้อนว่าคณะกรรมการไม่ได้ทำหน้าที่บัญชาการหน้างานแทนผู้อำนวยการศูนย์ แต่สร้างกรอบร่วมที่ทุกศูนย์นำไปใช้
ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลางดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ หากตำแหน่งว่างก่อนครบวาระ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งแทนหรือเพิ่มขึ้นจะอยู่เพียงเท่าวาระที่เหลือของผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้ก่อน การพ้นจากตำแหน่งอาจเกิดจากความตาย การลาออก เหตุที่ประธานให้ออกเพราะความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องต่อหน้าที่ การเป็นบุคคลล้มละลาย การขาดความสามารถตามกฎหมาย หรือการได้รับโทษจำคุกตามเงื่อนไขที่กำหนด
การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงเป็นองค์ประชุม ประธานทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม หากประธานไม่อยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ รองประธานตามลำดับจะทำหน้าที่แทน และหากไม่มีผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับคราวนั้น การวินิจฉัยถือเสียงข้างมาก กรรมการแต่ละคนมีหนึ่งเสียง และเมื่อคะแนนเท่ากัน ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มเป็นเสียงชี้ขาด
ระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งได้รับมอบหมายและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมเป็นรองประธาน พร้อมผู้แทนหน่วยงานรัฐ ศูนย์ อปพร. เขต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนคณะกรรมการประสานงาน และผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ ส่วนกรุงเทพมหานครมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นประธานและจัดองค์ประกอบจากหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ศูนย์กลาง คณะกรรมการประสานงาน และผู้ทรงคุณวุฒิให้เหมาะกับพื้นที่เมืองหลวง
คณะกรรมการจังหวัดและกรุงเทพมหานครมีหน้าที่นำนโยบายส่วนกลางมาปรับใช้ สนับสนุน ส่งเสริม กำกับดูแล และกำหนดวิธีดำเนินงานในเขตของตนภายใต้หลักเกณฑ์ของศูนย์กลาง กติกาเรื่องวาระ การพ้นจากตำแหน่ง และการประชุมของผู้ทรงคุณวุฒินำหลักเดียวกับคณะกรรมการกลางมาใช้โดยอนุโลม ความสัมพันธ์จึงเป็นการส่งผ่านนโยบายและประสานทรัพยากร มิใช่การทำให้คณะกรรมการทุกระดับกลายเป็นผู้บังคับบัญชาสมาชิกโดยตรง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต