สารบัญ16 หัวข้อหลัก
- 1.บทนำ — อ่านให้เป็น “ฉบับปัจจุบัน” ก่อนเริ่มจำ
- 2.ภาพรวมโครงสร้าง: นโยบาย การบริหาร และกำลังปฏิบัติ
- 3.ข้อ 9: องค์ประชุมและการลงมติ
- 4.ข้อ 15 วรรคสามฉบับปัจจุบัน: สั่ง อปพร. ได้เฉพาะภารกิจใด
- 5.ข้อ 20: ศูนย์เทศบาล อบต. และเมืองพัทยา
- 6.ข้อ 25 ฉบับปัจจุบัน: ศูนย์ใดรับสมาชิกในสังกัดตนได้
- 7.ผ่านการคัดเลือกแล้วยังต้องผ่านการฝึก
- 8.ข้อ 33 ฉบับปัจจุบัน: ใครอนุมัติโครงการฝึก
- 9.ข้อ 36: วินัยด้านความซื่อสัตย์และประชาชน
- 10.ข้อ 39: ผู้สั่งแทนในเหตุจำเป็นเร่งด่วน
- 11.ภาคผนวก พ.ศ. 2565: ชุดพิธีการและผู้มีสิทธิ
- 12.บัตรชำรุด สูญหาย หมดอายุ หรือเปลี่ยนข้อมูล
- 13.กรณี 2: ศูนย์เทศบาลส่งโครงการฝึกให้จังหวัดอนุมัติ
- 14.กรณี 6: สมาชิกเรียกเงินจากผู้ประสบภัยเพื่อจัดคิว
- 15.กรณี 10: พบคู่มือเครื่องแบบฉบับ 2553 ในคลัง
- 16.สูตรวิเคราะห์ประเด็นสถานการณ์
บทนำ — อ่านให้เป็น “ฉบับปัจจุบัน” ก่อนเริ่มจำ
วิชานี้ต้องอ่าน ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกิจการอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ. 2553 ประกอบฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 ฉบับหลังไม่ได้ยกเลิกระเบียบเดิมทั้งฉบับ แต่เลือกแก้ข้อความบางวรรค บางข้อ และแทนภาคผนวกเครื่องแบบ เครื่องหมาย กับบัตรประจำตัวทั้งชุด. ผลทางการอ่านคือ ข้อที่ไม่ถูกแก้ยังคงใช้ตาม พ.ศ. 2553 ส่วนข้อความเดิมที่ถูกสั่ง “ยกเลิกและให้ใช้ความต่อไปนี้แทน” ห้ามนำกลับมาใช้ แม้แบบฟอร์มหรือคู่มือเก่าของหน่วยงานจะยังเก็บอยู่ในแฟ้ม. ฉบับเดิมลงราชกิจจานุเบกษา 14 กันยายน 2553 และใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ส่วนฉบับที่ 2 ลงราชกิจจานุเบกษา 21 พฤศจิกายน 2565 และใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเช่นกัน การวิเคราะห์เหตุหลังวันมีผลจึงต้องใช้ข้อความแก้ไขแล้ว
แกนของระเบียบไม่ใช่เพียงการแต่งเครื่องแบบ แต่ครอบคลุมคณะกรรมการ โครงสร้างศูนย์ทุกระดับ สายบังคับบัญชา การรับสมัครและฝึกอบรม สมาชิกภาพ สิทธิ วินัย การสั่งใช้กำลัง การรายงาน บัตร และเครื่องหมาย
อ่านให้เป็น “ฉบับปัจจุบัน” ก่อนเริ่มจำ
- 1ตรวจวันเกิดเหตุหรือวันดำเนินการ
- 2เปิดข้อหลักในระเบียบ พ.ศ. 2553
- 3ตรวจว่าข้อนั้นถูกฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 แทนหรือไม่
- 4ระบุศูนย์ต้นสังกัด ผู้มีอำนาจ และลำดับบังคับบัญชา
- 5สรุปผลพร้อมเอกสาร การรายงาน และการควบคุมทะเบียน
พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ยกเลิกกฎหมายป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเดิม และให้ระเบียบว่าด้วยหน่วย อปพร. พ.ศ. 2547 ใช้ต่อเพียงเฉพาะกาล จึงต้องออกระเบียบ พ.ศ. 2553 เพื่อวางระบบใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย. ฐานอำนาจที่อ้างคือมาตรา 5 มาตรา 41 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2565 ก็อาศัยฐานเดียวกัน แสดงว่ากิจการ อปพร. เป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมายสาธารณภัย ไม่ใช่กลุ่มอาสาเอกชนที่ดำเนินการเองโดยไม่มีสายอำนาจ. ระเบียบจัดสมดุลสองด้าน ด้านหนึ่งเปิดให้ประชาชนอาสาช่วยงานสาธารณะ อีกด้านหนึ่งกำหนดการคัดเลือก การฝึก การสังกัด การสั่งการ และวินัย เพื่อป้องกันการใช้ชื่อ อปพร. หรืออำนาจในภาวะภัยโดยไร้การควบคุม
เมื่อประเด็นถามว่าใครสั่ง ใครอนุมัติ หรือใครออกเอกสาร จึงต้องตอบจากตำแหน่งและระดับศูนย์ตามระเบียบ ไม่ตอบจากความอาวุโส ความสะดวก หรือธรรมเนียมในพื้นที่. ข้อ 1 กำหนดชื่อระเบียบ พ.ศ. 2553 และข้อ 2 ให้ใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ข้อ 3 วางนิยามคำหลัก ส่วนข้อ 4 ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามระเบียบ. อำนาจของผู้รักษาการรวมถึงตีความ วินิจฉัยปัญหา และกำหนดหลักเกณฑ์หรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามระเบียบ แต่ไม่ใช่อำนาจแก้ถ้อยคำในระเบียบโดยหนังสือปฏิบัติการธรรมดา. ถ้าแนวทางภายในขัดกับตัวระเบียบ ต้องยึดระเบียบเป็นหลัก หากเกิดปัญหาที่ระเบียบเปิดให้วินิจฉัย จึงเสนอผู้รักษาการตามช่องทาง ไม่ให้แต่ละศูนย์สร้างข้อสรุปต่างกันเอง
การตอบสถานการณ์ควรแยกระหว่าง “การตีความหรือวางวิธีปฏิบัติทั่วไป” กับ “การสั่งการภารกิจรายเหตุ” เพราะผู้มีอำนาจคนละตำแหน่งและอาศัยคนละข้อ. “อปพร.” หมายถึง อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ผู้ผ่านกระบวนการคัดเลือก ฝึกอบรม และขึ้นทะเบียนตามระเบียบ ไม่ใช่ทุกคนที่เข้าช่วยในที่เกิดเหตุหรือสวมเสื้อคล้ายเจ้าหน้าที่. “ศูนย์ อปพร.” เป็นคำรวมของศูนย์กลาง ศูนย์เขต ศูนย์จังหวัด ศูนย์กรุงเทพมหานคร ศูนย์อำเภอ ศูนย์เขตในกรุงเทพมหานคร ศูนย์เมืองพัทยา ศูนย์เทศบาล และศูนย์องค์การบริหารส่วนตำบล. แต่ละศูนย์มีผู้ดำรงตำแหน่งโดยกฎหมาย มีสำนักงานหรือหน่วยงานเป็นที่ตั้ง และมีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ ความเป็นศูนย์จึงไม่เกิดเพียงจากการติดป้ายหรือเช่าอาคารเอกชน
คำว่า “ต้นสังกัด” สำคัญตลอดระเบียบ เพราะเป็นตัวชี้ว่าใครควบคุมทะเบียน ออกบัตร รับคำร้อง ลงนาม และพิจารณาสมาชิกภาพของ อปพร. รายนั้น. “ผู้บัญชาการ” หมายถึงผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ส่วน “ผู้อำนวยการ” เป็นคำรวมของผู้อำนวยการกลาง ผู้อำนวยการจังหวัด ผู้อำนวยการอำเภอ ผู้อำนวยการท้องถิ่น และผู้อำนวยการกรุงเทพมหานครตามกฎหมาย. เมื่อนำตำแหน่งเหล่านี้มาวางในระบบ อปพร. จะเกิดตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์ อปพร. กลาง และผู้อำนวยการศูนย์ในระดับต่าง ๆ ต้องอ่านคำเต็มให้ครบ ไม่ตัดเหลือคำว่า “ผู้อำนวยการ” แล้วเหมารวมว่าใครก็ลงนามแทนกันได้. ผู้บัญชาการมีฐานบังคับบัญชาระดับชาติ ส่วนผู้อำนวยการศูนย์แต่ละระดับมีพื้นที่และกำลังในความรับผิดชอบ การสั่งข้ามพื้นที่จึงต้องดูข้อ 15 ข้อ 22 และข้อ 38 ประกอบ
กรณีศึกษาที่เปลี่ยนเพียงคำว่า นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี หรือผู้อำนวยการเขต อาจเปลี่ยนข้อสรุปทั้งข้อ เพราะบุคคลเหล่านี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคนละศูนย์
ภาพรวมโครงสร้าง: นโยบาย การบริหาร และกำลังปฏิบัติ
ชั้นนโยบายมีคณะกรรมการอำนวยการศูนย์ อปพร. กลาง และคณะกรรมการอำนวยการระดับจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง สนับสนุน และกำกับ ไม่ได้ลงไปทำหน้าที่หัวหน้าชุดปฏิบัติการทุกเหตุ. ชั้นบริหารมีผู้บัญชาการและผู้อำนวยการศูนย์ตามระดับ พร้อมสำนักงานและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ เป็นผู้แปลงนโยบายไปสู่แผน บุคลากร งบ วัสดุ การฝึก และคำสั่ง. ชั้นปฏิบัติในศูนย์ท้องถิ่นแบ่งฝ่าย เช่น ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รักษาความสงบเรียบร้อย สงเคราะห์ผู้ประสบภัย และกู้ชีพกู้ภัย โดยมีหัวหน้าฝ่ายกับรองหัวหน้าฝ่ายกำกับ อปพร. การตอบให้ครบจึงต้องบอกทั้ง “ใครมีอำนาจ” และ “อำนาจระดับใด” เช่น คณะกรรมการวางแนวทาง ผู้อำนวยการอนุมัติหรือสั่ง และหัวหน้าฝ่ายควบคุมการทำงานหน้างาน
อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นประธาน มีรองอธิบดีที่ได้รับมอบหมายจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นรองประธาน. กรรมการประกอบด้วยผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร และผู้ทรงคุณวุฒิด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไม่เกินห้าคนซึ่งประธานแต่งตั้ง. ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 แก้เฉพาะวรรคเลขานุการ: ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการป้องกันสาธารณภัย เป็นกรรมการและเลขานุการ และ ผู้อำนวยการส่วนกิจการอาสาสมัคร กองส่งเสริมการป้องกันสาธารณภัย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ. อย่าจำชื่อตำแหน่งเดิม “สำนักส่งเสริมการป้องกันสาธารณภัย” จากฉบับ 2553 เพราะวรรคนี้ถูกแทนแล้ว และอย่าแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทั่วไปเป็นเลขานุการเองโดยไม่มีคำสั่งหรือฐานมอบหมาย
คณะกรรมการกลางกำหนดนโยบายและแนวทางการบริหารกิจการศูนย์ อปพร. เสนอแนวทางและมาตรการให้ศูนย์ถือปฏิบัติ และกำกับ ดูแล สนับสนุนการดำเนินงานให้เรียบร้อย. คณะกรรมการอาจตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาเสนอความเห็นในเรื่องหนึ่ง หรือมอบหมายให้ทำการอย่างหนึ่งแทนได้ การตั้งต้องมีขอบเขตงานและผู้รับผิดชอบชัด ไม่ใช่ให้คณะทำงานใช้อำนาจเกินมติ. การประชุมคณะอนุกรรมการให้นำกติกาข้อ 9 มาใช้โดยอนุโลม จึงต้องดูองค์ประชุม ประธาน การลงคะแนน และเสียงชี้ขาด ไม่ใช่ถือว่าคณะย่อยประชุมอย่างไรก็ได้. คณะกรรมการกลางเป็นเจ้าของนโยบายระดับชาติ แต่การอนุมัติฝึกอบรมแต่ละระดับหลังแก้ไข พ.ศ. 2565 อยู่กับผู้อำนวยการศูนย์ในแต่ละระดับตามข้อ 33 ไม่ต้องส่งทุกโครงการให้คณะกรรมการกลางลงมติ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระคราวละสี่ปี หากแต่งตั้งแทนคนที่พ้นก่อนวาระหรือแต่งตั้งเพิ่ม คนใหม่อยู่เพียงเท่าวาระที่เหลือของชุดเดิม ไม่เริ่มนับสี่ปีใหม่แยกรายคน. เมื่อครบวาระแต่ยังไม่แต่งตั้งชุดใหม่ ผู้ทรงคุณวุฒิเดิมปฏิบัติหน้าที่ต่อจนมีการแต่งตั้งใหม่ เพื่อไม่ให้กลไกกำกับหยุดชะงัก. ผู้พ้นตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ ระเบียบไม่ได้กำหนดว่าดำรงได้เพียงวาระเดียว การพิจารณาแต่งตั้งใหม่จึงแยกจากการต่อหน้าที่ชั่วคราว. ทะเบียนคณะกรรมการควรแสดงวันแต่งตั้ง วันครบวาระ เหตุแต่งตั้งแทน และวันแต่งตั้งชุดใหม่ เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ร่วมประชุมยังมีสถานะในวันมีมติ. นอกจากครบวาระ ผู้ทรงคุณวุฒิพ้นเมื่อตาย ลาออกโดยยื่นหนังสือต่อประธาน หรือถูกประธานให้ออกเพราะประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่อง ไม่สุจริตต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ
ยังพ้นเมื่อเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นความผิดโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ. แต่ละเหตุมีข้อพิสูจน์ต่างกัน การได้ข่าว การถูกกล่าวหา หรือคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดไม่เท่ากับเหตุพ้นตามถ้อยคำข้อจำคุก. ถ้ามีเหตุพ้น ต้องบันทึกวันที่เหตุเกิดและปรับจำนวนกรรมการที่ใช้คำนวณองค์ประชุมให้ถูก ไม่ปล่อยชื่อคนพ้นแล้วอยู่ในบัญชีจนทำให้มติคลาดเคลื่อน
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต