กรอบปฏิบัติการดำเนินคดีปกครองไทย ตั้งแต่ฟ้องคดีจนถึงบังคับตามคำพิพากษา
→ส่วนนี้อธิบายว่าระเบียบนี้คืออะไร ออกมาจากไหน และอยู่ในลำดับชั้นกฎหมายระดับไหน — เพราะถ้าไม่รู้จุดนี้จะเข้าใจว่ากฎหมายใดใช้ก่อนหลังไม่ได้
ระเบียบฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจที่กฎหมายแม่บท คือ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มอบให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เพื่อกำหนดรายละเอียดกระบวนพิจารณาที่กฎหมายแม่บทยังไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นระเบียบนี้จึงเป็น "กฎหมายลูก" ที่ใช้ควบคู่กับกฎหมายแม่บท ใช้บังคับทั้งศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด
เมื่อเกิดกรณีที่ระเบียบนี้ไม่ได้กำหนดไว้ ให้ใช้กฎหมายตามลำดับดังนี้
→ส่วนนี้อธิบายความหมายของคำที่ผูกกับสิทธิและอำนาจตามระเบียบ — เพราะข้อสอบมักถามว่าใครมีอำนาจทำอะไร และใครคือ "คู่กรณี"
"คู่กรณี" คือ ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ร้องสอด สิทธิและหน้าที่ตามระเบียบนี้ส่วนใหญ่ผูกกับสถานะนี้ ดังนั้นก่อนวิเคราะห์ว่าใครทำอะไรได้ ต้องระบุสถานะให้ได้ก่อน
"ตุลาการเจ้าของสำนวน" คือ ตุลาการที่รับผิดชอบสำนวนคดีใดคดีหนึ่ง มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน สรุปข้อเท็จจริง และดำเนินกระบวนพิจารณา แต่ไม่มีอำนาจพิพากษาคดีเอง — ต่างจากคดีแพ่งตรงที่มีบทบาท "เชิงรุก" ค้นหาความจริง ไม่ใช่แค่รอรับข้อมูลจากคู่กรณี
"คำสั่งทางปกครอง" คือ การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าถาวรหรือชั่วคราว นิยามนี้ใช้เป็นฐานกำหนดขอบเขตอำนาจของศาลปกครองด้วย
→ส่วนนี้เทียบให้เห็นว่าแต่ละชั้นศาลต่างกันอย่างไร และต้องใช้ตุลาการกี่คน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ
ระบบศาลปกครองไทยมีสองชั้น คือ ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลางและภูมิภาค) และ ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งโดยปกติทำหน้าที่ศาลอุทธรณ์ขั้นสุดท้าย แต่มีคดีบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้โดยตรงในฐานะศาลชั้นต้น เช่น คดีเกี่ยวกับการกระทำของรัฐมนตรี
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต