กรอบการใช้จ่าย โอน และรายงานงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
→ส่วนนี้อธิบายว่าระเบียบนี้คืออะไร ใครออก และคำศัพท์หลักที่ใช้ตลอดทั้งฉบับหมายความว่าอย่างไร — เข้าใจตรงนี้ก่อนจะอ่านส่วนอื่นได้ง่ายขึ้นมาก
ระเบียบนี้ออกโดยผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีการงบประมาณ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณมีอำนาจรักษาการตามระเบียบนี้ และออกหลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น
งบประมาณรายจ่าย คือจำนวนเงินสูงสุดที่อนุญาตให้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันได้ภายในวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วน เงินจัดสรร คือส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายที่แบ่งสรรให้จ่ายในระยะเวลาหนึ่ง — ทั้งสองคำนี้ต่างกันตรงที่งบประมาณรายจ่ายคือกรอบรวมตามกฎหมาย ส่วนเงินจัดสรรคือก้อนย่อยที่สำนักงบประมาณแบ่งให้ใช้จริง
→ส่วนนี้บอกว่าทุกกิจกรรมตามระเบียบต้องทำผ่านช่องทางไหน และถ้าทำไม่ได้มีทางออกอย่างไร
การดำเนินการทุกประเภทตามระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำแผน การโอน หรือการรายงาน ให้จัดทำและรับส่งข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐหรือระบบที่สำนักงบประมาณกำหนด โดยถือว่าวันที่ส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ครบถ้วนถูกต้องคือวันที่ได้รับอนุมัติหรือได้รายงานแล้วแต่กรณี
หากไม่สามารถใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ให้ใช้เอกสารกระดาษแทน และถือวันที่ส่งเอกสารนั้นเป็นวันที่ดำเนินการสำเร็จเช่นกัน สำหรับกรณีที่ต้องการปฏิบัตินอกเหนือจากที่ระเบียบกำหนด ให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
→ส่วนนี้อธิบายว่าทำไมต้องมีแผน ใครต้องจัดทำ ส่งเมื่อไหร่ และหลังอนุมัติแล้วต้องแจ้งใคร
หน่วยรับงบประมาณทุกแห่งต้องจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อใช้เป็นกรอบในการใช้จ่ายและกำกับติดตาม โดยแผนต้องแสดงความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท แผนปฏิรูปประเทศ พร้อมเป้าหมาย ตัวชี้วัด และวงเงินที่รัฐสภาเห็นชอบ เพื่อแสดงถึงผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับจากการใช้จ่าย
กำหนดส่งแผนให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ ยกเว้นกรณีได้รับจัดสรรงบฯ เพิ่มเติมหรือตามกฎหมายโอนงบฯ ให้ส่งภายในระยะเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนดเป็นกรณีไป หากในระหว่างปีงบประมาณ ครม. กำหนดแผนงาน/ผลผลิต/โครงการใหม่ ให้หน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องจัดทำและส่งแผนภายในเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนดเช่นกัน
เมื่อสำนักงบประมาณเห็นชอบแผนแล้ว หน่วยรับงบประมาณต้องแจ้งรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อใช้ในการกำกับดูแลและติดตามการปฏิบัติงาน ยกเว้นหน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ ซึ่งสำนักงบประมาณจะรับทราบแผนไว้เพื่อติดตามประเมินผลเท่านั้น โดยหัวหน้าหน่วยงานเหล่านั้นเป็นผู้กำกับดูแลเอง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต