กรอบกฎหมายจัดชั้น ดูแล ส่ง และทำลายข้อมูลลับของราชการไทย ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
→ส่วนนี้อธิบายว่าระเบียบนี้เกิดมาเพราะอะไร และครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้เห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียด
ระเบียบนี้ออกโดยคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติด้านความลับของราชการ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งให้อำนาจออกระเบียบกำหนดชั้นความลับและการดูแลข้อมูลลับอย่างเหมาะสม ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดชั้นความลับ การดูแลทะเบียน การส่ง การเก็บรักษา ไปจนถึงการทำลาย
ฉบับแรกประกาศในปี พ.ศ. 2544 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมเป็นฉบับที่ 2 ในปี พ.ศ. 2561 เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานที่เปลี่ยนไป โดยเพิ่มองค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายตำรวจ เพิ่มบทบัญญัติการรายงานประจำปี และปรับองค์ประกอบการพิจารณากำหนดชั้นความลับจาก "เช่น" เป็น "อย่างน้อย" ซึ่งเปลี่ยนสถานะจากตัวอย่างเป็นข้อกำหนดบังคับ
→ส่วนนี้บอกว่าระเบียบมีผลเมื่อใด ใครรับผิดชอบดูแล และต้องทบทวนบ่อยแค่ไหน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจน
ทั้งฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 กำหนดตรงกันว่าระเบียบมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 120 วันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ระยะเวลานี้เปิดให้หน่วยงานเตรียมบุคลากร อุปกรณ์ และระบบทะเบียนให้พร้อมก่อนที่ระเบียบจะมีผลสมบูรณ์
นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการ ตามระเบียบนี้ มีอำนาจกำหนดแนวทางปฏิบัติและออกประกาศกำหนดแบบเอกสารต่างๆ นอกจากนี้ยังกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องจัดให้มีการทบทวนการปฏิบัติและพิจารณาแก้ไขระเบียบอย่างน้อยทุก 5 ปี เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
→ส่วนนี้อธิบายความหมายของคำที่ใช้ตลอดระเบียบ เข้าใจนิยามเหล่านี้ก่อน จึงจะตีความเนื้อหาส่วนอื่นได้ถูก
"ข้อมูลข่าวสารลับ" คือข้อมูลที่มีคำสั่งไม่ให้เปิดเผยและอยู่ในความดูแลของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรัฐหรือเอกชน และมีการกำหนดชั้นความลับเป็น ลับ ลับมาก หรือลับที่สุด โดยพิจารณาจากการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานและประโยชน์แห่งรัฐประกอบกัน
"ประโยชน์แห่งรัฐ" ครอบคลุมความมั่นคงของรัฐทั้งในและระหว่างประเทศ การป้องกันประเทศ เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพลังงาน และสิ่งแวดล้อม — เป็นฐานที่ใช้วัดว่าข้อมูลใดสมควรได้รับการปกป้อง
"การปรับชั้นความลับ" หมายถึงการลดหรือเพิ่มชั้นความลับ และรวมถึงการยกเลิกชั้นความลับด้วย ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนระดับเท่านั้น
"หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ" ตามฉบับที่ 2 แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ครอบคลุมหน่วยงานทุกประเภทของรัฐ ดังนี้
หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ 5 ประเภท (เพิ่มจาก 4 ประเภทในฉบับแรก)
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต