สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 สถานะของระเบียบและขอบเขตคำว่าอุบัติภัย
- 2.บทที่ 2 องค์ประกอบและฐานการทำงานของคณะกรรมการ กปอ.
- 3.บทที่ 3 วาระ การพ้นตำแหน่ง และกติกาการประชุม
- 4.บทที่ 4 อำนาจด้านนโยบาย การประสาน กฎหมาย และการติดตามผล
- 5.บทที่ 5 ปภ. ในฐานะสำนักงานเลขานุการและศูนย์กลางข้อมูล
- 6.บทที่ 6 วงจรขับเคลื่อน งบประมาณ และความรับผิดชอบ
บทที่ 1 สถานะของระเบียบและขอบเขตคำว่าอุบัติภัย
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564 ปรับปรุงกลไกเดิมให้เหมาะกับสถานการณ์และโครงสร้างราชการที่เปลี่ยนไป นายกรัฐมนตรีวางระเบียบโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และกำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เอกสารประกาศวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 จึงเริ่มใช้ในวันถัดมา การเปลี่ยนแปลงนี้มิใช่เพียงแก้ชื่อหน่วยงาน แต่จัดฐานนโยบาย การประสาน การติดตาม และงานเลขานุการของประเทศขึ้นใหม่ให้ทำงานร่วมกันได้ต่อเนื่อง
เมื่อระเบียบใหม่เริ่มใช้ ได้ยกเลิกระเบียบว่าด้วยการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติฉบับ พ.ศ. 2538 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมอีกสี่ฉบับซึ่งออกในช่วงต่อมา ผลของการยกเลิกคือการอ้างองค์ประกอบคณะกรรมการ อำนาจหน้าที่ หรือหน่วยเลขานุการต้องยึดฉบับ พ.ศ. 2564 เป็นฐาน ไม่ควรนำรายชื่อหรือตำแหน่งจากกติกาเดิมมาผสม อย่างไรก็ดี การยกเลิกระเบียบเดิมไม่ได้ลบความต่อเนื่องของภารกิจป้องกันอุบัติภัย แต่ย้ายกรอบกำกับทั้งหมดมาอยู่ใต้ข้อความฉบับใหม่
คำว่า “อุบัติภัย” หมายถึงภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงาน อุบัติเหตุในเคหสถานหรือในที่สาธารณะ และอุบัติเหตุจากการจราจรทางน้ำ ทางอากาศ หรือทางบก ขอบเขตจึงครอบคลุมเหตุไม่คาดหมายหลายสภาพแวดล้อม ตั้งแต่โรงงาน สถานที่ทำงาน บ้าน อาคาร พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงระบบขนส่งประเภทต่าง ๆ การวิเคราะห์ว่ากรณีใดอยู่ในระเบียบต้องเริ่มจากลักษณะเหตุ กิจกรรมที่ก่อให้เกิดภัย และสถานที่ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะว่ามีผู้บาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย
ข้อยกเว้นที่ต้องแยกให้ชัดคืออุบัติเหตุทางถนน แม้ถ้อยคำทั่วไปเกี่ยวกับการจราจรทางบกอาจทำให้เข้าใจว่าครอบคลุมทุกเหตุบนบก แต่ระเบียบระบุโดยตรงว่าอุบัติภัยตามนิยามไม่รวมอุบัติเหตุทางถนน การแยกนี้ทำให้การกำหนดนโยบายและการประสานงานไม่ซ้อนกับกลไกความปลอดภัยทางถนน การพิจารณาเหตุที่เกี่ยวกับยานพาหนะหรือการเคลื่อนที่บนบกจึงต้องดูข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นเหตุบนถนนหรือเป็นอุบัติเหตุจากกิจกรรมอื่นซึ่งอยู่ในขอบเขตของระเบียบนี้
คำว่า “หน่วยงานของรัฐ” ครอบคลุมกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น องค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ นิยามที่กว้างทำให้การป้องกันอุบัติภัยมิใช่หน้าที่ของหน่วยกู้ภัยเพียงฝ่ายเดียว หน่วยกำกับสถานที่ทำงาน การคมนาคม การศึกษา สาธารณสุข อุตสาหกรรม การผังเมือง และผู้บริหารพื้นที่ล้วนมีส่วนตามอำนาจเดิมของตน ระเบียบทำหน้าที่เชื่อมนโยบายและการประสาน มิได้โอนภารกิจตามกฎหมายเฉพาะทั้งหมดมาให้คณะกรรมการกลาง
การใช้ระเบียบให้ถูกขอบเขตจึงมีลำดับพิจารณา เริ่มจากจำแนกเหตุว่าเป็นอุบัติเหตุประเภทใด ตรวจว่าตกอยู่ในข้อยกเว้นเรื่องถนนหรือไม่ แล้วระบุหน่วยงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายหรือภารกิจเดิม จากนั้นจึงใช้กลไก กปอ. เพื่อเชื่อมนโยบายและแก้ปัญหาข้ามหน่วย วิธีคิดนี้ป้องกันทั้งการตีความแคบจนไม่มีเจ้าภาพและการตีความกว้างจนงานซ้ำกับกลไกเฉพาะด้าน ทำให้ระเบียบทำหน้าที่เป็นกรอบประสานระดับชาติได้ตรงเจตนารมณ์
| ประเด็น | อยู่ในขอบเขต | ข้อพิจารณา |
|---|---|---|
| ลักษณะภัย | อุบัติเหตุจากงาน เคหสถาน ที่สาธารณะ และการจราจรทางน้ำ ทางอากาศ หรือทางบก | ตรวจลักษณะกิจกรรม สถานที่ และเหตุแห่งภัยร่วมกัน |
| ข้อยกเว้น | ไม่รวมอุบัติเหตุทางถนน | แยกไปใช้กลไกความปลอดภัยทางถนนที่เกี่ยวข้อง |
| ผู้เกี่ยวข้อง | หน่วยงานของรัฐตั้งแต่ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น องค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ | แต่ละหน่วยยังปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของตน |
บทที่ 2 องค์ประกอบและฐานการทำงานของคณะกรรมการ กปอ.
กลไกระดับชาติคือ “คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ” เรียกโดยย่อว่า “กปอ.” โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธาน การให้ฝ่ายบริหารระดับสูงนำคณะกรรมการทำให้ข้อเสนอด้านอุบัติภัยเชื่อมกับการตัดสินใจของรัฐบาล ส่วนบทบาทของกระทรวงมหาดไทยช่วยประสานราชการส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่นซึ่งต้องนำแนวทางไปดำเนินงานในพื้นที่
กรรมการโดยตำแหน่งประกอบด้วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับกลาโหม อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาดไทย แรงงาน ศึกษาธิการ สาธารณสุข และอุตสาหกรรม รายชื่อนี้สะท้อนห่วงโซ่การป้องกันตั้งแต่ความรู้และเทคโนโลยี มาตรฐานสถานประกอบการ โครงสร้างพื้นฐาน การสื่อสารเตือนภัย การดูแลผู้ประสบเหตุ ไปจนถึงการเรียนรู้ของประชาชน
องค์ประกอบยังมีอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หน่วยเหล่านี้เชื่อมข้อเสนอระดับชาติกับอาคาร เมือง ท้องถิ่น การเดินอากาศ และพื้นที่มหานคร การกำหนดรายชื่อโดยตำแหน่งทำให้ความรับผิดชอบอยู่กับสถาบัน ไม่ผูกกับบุคคลคนใด และเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเปลี่ยน หน่วยงานยังมีหน้าที่เข้าร่วมกับส่งต่องานเดิมอย่างต่อเนื่อง
ประธานกรรมการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์หรือผลงานด้านการป้องกันอุบัติภัยได้ไม่เกินสี่คน เพื่อเติมความรู้จากการปฏิบัติหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะที่โครงสร้างราชการอาจยังไม่ครอบคลุม ผู้ทรงคุณวุฒิมิได้เป็นเพียงผู้ให้ความเห็นนอกระบบ แต่เป็นกรรมการที่ร่วมประชุมและลงมติ จึงต้องใช้ประสบการณ์เชื่อมข้อมูลจากหลายสาขา ตรวจความเป็นไปได้ของมาตรการ และชี้ผลกระทบที่อาจถูกมองข้ามจากมุมของหน่วยงานเจ้าของภารกิจ
อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นกรรมการและเลขานุการ พร้อมแต่งตั้งข้าราชการในกรมได้ไม่เกินสองคนเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ การจัดเลขานุการไว้ที่กรมทำให้คณะกรรมการมีหน่วยงานประจำสำหรับเตรียมข้อมูล ประสานวาระ ติดตามมติ และรวบรวมผลจากหน่วยปฏิบัติ ความสำเร็จของ กปอ. จึงขึ้นกับทั้งอำนาจเชิงนโยบายของประธาน ความร่วมมือของกรรมการโดยตำแหน่ง ความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ และงานต่อเนื่องของฝ่ายเลขานุการซึ่งทำให้มติไม่สิ้นสุดเพียงการประชุม
องค์ประกอบของ กปอ. แสดงหลักแบ่งงานสองชั้น ชั้นแรกคือแต่ละหน่วยใช้ความรู้และอำนาจเฉพาะของตน เช่น งานแรงงาน อุตสาหกรรม คมนาคม สุขภาพ เมือง หรือท้องถิ่น ชั้นที่สองคือคณะกรรมการนำมุมเหล่านั้นมาพิจารณาร่วมเพื่อกำหนดทิศทางและแก้ช่องว่างระหว่างหน่วย กรรมการจึงไม่ได้เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ แต่ต้องนำข้อมูลของหน่วยมาสู่การตัดสิน รับมติกลับไปเชื่อมกับงานของตน และรายงานผลให้ฝ่ายเลขานุการติดตามได้
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต