กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ฉบับศึกษาเชิงระบบ ครอบคลุมหลัก บุคคล สถานที่ การประชุมลับ เหตุละเมิด และจุดแก้จากคลังคำถามเดิม

18 หัวข้อ · อ่านประมาณ 99 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 18 หัวข้อ11%
สารบัญ18 หัวข้อหลัก
  1. 1.บทนำ — ขอบเขตฉบับนี้: อ่านจากตัวบทเรียบเรียง ไม่หยุดอยู่ที่ข้อสรุปในชุดข้อมูลเดิม
  2. 2.การรหัสและประมวลลับ: แยกการกระทำออกจากชุดความหมายแทน
  3. 3.ความหมายของการเข้าถึง: รู้ ครอบครอง ดำเนินการ เก็บรักษา หรืออยู่ในจุดที่อาจรู้
  4. 4.ข้อ 5 และข้อมูลข่าวสาร: ระเบียบนี้ทำงานร่วมกับระเบียบความลับของทางราชการ
  5. 5.เมื่อข้อมูลประวัติไม่พอ: ขอองค์การรักษาความปลอดภัยช่วยตรวจได้
  6. 6.ลับที่สุด (TOP SECRET): รั่วไหลแล้วเกิดความเสียหายร้ายแรงที่สุด
  7. 7.อำนาจหน้าที่ กรช.: ตั้งนโยบาย วินิจฉัย และปรับระบบให้ทันสถานการณ์
  8. 8.เมื่อใดต้องตรวจโดยละเอียด: ลับที่สุด ลับมาก การรหัส และภารกิจสำคัญ
  9. 9.ภาพรวมความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่: ปกป้องภารกิจทั้งในและนอกอาคาร
  10. 10.พื้นที่ที่มีการรักษาความปลอดภัย พื้นที่ควบคุม และพื้นที่หวงห้าม
  11. 11.บัตรผ่านและป้ายแสดงตน: เครื่องมือบอกสิทธิ ไม่ใช่สิทธิถาวร
  12. 12.ความหมายการประชุมลับ: ครอบคลุมเนื้อหา การอภิปราย และสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ประชุม
  13. 13.กำหนดพื้นที่ประชุมลับและบัตรเฉพาะ
  14. 14.ความหมายการละเมิดมาตรการ: เจตนาหรือไม่เจตนาก็ต้องจัดการ
  15. 15.หน้าที่หัวหน้าหน่วยงานหลังรับรายงาน: แจ้ง สอบสวน แก้ และดำเนินการตามกฎหมาย
  16. 16.กรณีวิเคราะห์ 2: ระบบเครือข่ายปิดแยกแต่ผู้รับเหมาใช้สื่อพกพา
  17. 17.กรณีวิเคราะห์ 7: เอกสารหนึ่งชุดหายหลังประชุมลับ
  18. 18.กรณีวิเคราะห์ 12: พนักงานส่งไฟล์ผิดแล้วขอผู้รับลบ
หัวข้อ 1

บทนำ — ขอบเขตฉบับนี้: อ่านจากตัวบทเรียบเรียง ไม่หยุดอยู่ที่ข้อสรุปในชุดข้อมูลเดิม

เนื้อหายึดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 และฉบับเรียบเรียงรวมการแก้ไข ประกอบคำแนะนำการปฏิบัติตามระเบียบขององค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน จึงแยกได้ว่าข้อความใดเป็นหลักเดิมและข้อความใดถูกแก้ให้รองรับเทคโนโลยีกับภัยคุกคามสมัยใหม่. เนื้อหาครอบคลุมบททั่วไป ชั้นความลับ คณะกรรมการนโยบายรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคล สถานที่ การประชุมลับ และการจัดการเมื่อมีการละเมิด พร้อมเชื่อมคำถามทั้ง 20 ข้อที่มีอยู่ในฐานข้อมูลโดยใช้ข้อสรุปตามตัวบทจริง

ข้อสรุปบางข้อในคลังเดิมขัดระเบียบอย่างมีนัยสำคัญ เช่น อ้างว่าเครือข่ายแยกใช้เพียงระเบียบนี้ก็พอ อ้างว่าจ้างยามแล้วไม่ต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ควบคุม หรือเพิ่มชั้น “ลับปานกลาง” สำหรับเอกสารดิจิทัล ฉบับนี้จะระบุคำแก้ให้ตรงอย่างชัดเจนและไม่ทำให้ข้อมูลผิดกลายเป็นหลักจำ. วิธีอ่านที่ได้ผลคือเริ่มจากถามว่า “กำลังคุ้มครองอะไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ใครจำเป็นต้องรู้ และต้องทำอะไรเมื่อเกิดเหตุ” แล้วจึงลงรายละเอียดรายข้อ วิธีนี้ช่วยตอบได้ทั้งกรณีศึกษาจำถ้อยคำและกรณีศึกษาสถานการณ์ที่เปลี่ยนชื่อบุคคลหรือเทคโนโลยี

ระเบียบปี 2552 ปรับจากระเบียบปี 2517 เพราะกติกาเดิมใช้มานาน มีรายละเอียดปฏิบัติบางส่วนเกินจำเป็น และขณะนั้นมีระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ใช้กับข้อมูลข่าวสารแล้ว จึงต้องจัดโครงความรับผิดชอบและมาตรการแห่งชาติให้สอดคล้องกัน. ตัวระเบียบปี 2552 ประกาศโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 และกำหนดให้ใช้เมื่อพ้นเก้าสิบวันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมยกเลิกระเบียบปี 2517 แต่บทเฉพาะกาลยังรักษาความต่อเนื่องของความลับ มาตรการ และแบบเอกสารเดิมจนกว่าจะมีของใหม่

ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554 มุ่งปรับองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายรักษาความปลอดภัยแห่งชาติหรือ กรช. เป็นสำคัญ ส่วนฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 แก้หลายเรื่องเพราะเทคโนโลยี สภาพแวดล้อม และภัยคุกคามเปลี่ยนไป อีกทั้งระเบียบกำหนดการทบทวนอย่างน้อยทุกห้าปี. ดังนั้นกรณีศึกษาที่ถามชื่อองค์การรักษาความปลอดภัย ขอบเขตที่สงวน ระบบสารสนเทศ บุคคลภายนอก ศูนย์ข้อมูล หรือการซักซ้อมแผน ต้องใช้ข้อความหลังแก้ไข ไม่ควรเปิดฉบับปี 2552 ฉบับเดี่ยวแล้วถือว่าชื่อหน่วยและมาตรการยังเหมือนเดิมทั้งหมด. ข้อ 1 ถึงข้อ 6 วางชื่อ การใช้บังคับ การยกเลิก นิยาม ความสัมพันธ์กับระเบียบความลับและกฎหมายสารสนเทศ รวมถึงให้นายกรัฐมนตรีรักษาการ จากนั้นหมวด 1 วางผู้ช่วยเหลือและความรับผิดชอบทั่วไปของหน่วยงาน

หมวด 2 ว่าด้วยประเภทชั้นความลับ หมวด 3 ว่าด้วย กรช. หมวด 4 ว่าด้วยบุคคล หมวด 5 ว่าด้วยสถานที่ หมวด 6 ว่าด้วยการประชุมลับ และหมวด 7 ว่าด้วยการละเมิด ก่อนจบด้วยบทเฉพาะกาลในข้อ 55. เลขข้อช่วยค้นตัวบท แต่แก่นสำหรับวิเคราะห์ประเด็นคือความสัมพันธ์ระหว่างหมวด เช่น ผู้เข้าประชุมลับไม่ได้ผ่านเพียงกฎสถานที่ ยังต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับความไว้วางใจตามหมวดบุคคล ส่วนเอกสารในที่ประชุมยังอยู่ภายใต้กฎข้อมูลข่าวสารลับ. เมื่อกรณีศึกษาให้เหตุไซเบอร์ อย่าแยกออกจากโครงนี้ เพราะฉบับแก้ไขนำระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าทั้งข้อ 5 และข้อ 50 ผู้ตอบจึงต้องคิดพร้อมกันทั้งการป้องกัน การประสานผู้รับผิดชอบ การลดความเสียหาย และการรายงาน

การรักษาความปลอดภัยแห่งชาติหมายถึงมาตรการและการดำเนินการที่กำหนดขึ้นเพื่อพิทักษ์ รักษา คุ้มครอง และป้องกันสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการ หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน. ภัยที่ระเบียบมุ่งป้องกันครอบคลุมการรั่วไหล การจารกรรม การก่อวินาศกรรม การบ่อนทำลาย การก่อการร้าย การกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งรัฐ ตลอดจนการเปิดเผยความลับของทางราชการในรูปอื่น. คำว่า “ความปลอดภัย” จึงไม่เท่ากับติดกุญแจตู้เอกสาร ตัวอย่างศูนย์ข้อมูลล่มเพราะถูกตัดไฟ เจ้าหน้าที่สำคัญถูกคุกคาม หรือระบบงานถูกหน่วงเหนี่ยวจนภารกิจหยุด อาจอยู่ในขอบมาตรการแม้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าแฟ้มลับถูกอ่าน

ประเด็นอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนด้วยข้อสรุปที่แคบเกินไป เช่น คุ้มครองเฉพาะข้อมูลที่ประทับตราลับ ให้ตัดทิ้งหากสถานการณ์กระทบอาคาร คน ระบบสาธารณูปโภค หรือทรัพย์สินสำคัญซึ่งระเบียบกำหนดให้ป้องกันด้วย. นิยามรวมข้อมูลข่าวสาร บริภัณฑ์ ยุทธภัณฑ์ ที่สงวน การรหัส ประมวลลับ และสิ่งอื่นใดที่ถือเป็นความลับของทางราชการ จึงครอบคลุมทั้งเนื้อหา วัตถุ สถานที่ และวิธีการสื่อสาร. ข้อมูลข่าวสารใช้ความหมายตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ ขณะที่บริภัณฑ์หมายถึงเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล สิ่งอุปกรณ์ และสิ่งอื่นที่ กรช. ประกาศกำหนด ส่วนยุทธภัณฑ์คือสิ่งของประจำกายหรือประจำหน่วยกำลังถืออาวุธของทางราชการและสิ่งที่กำหนดเพิ่ม

ตัวอย่างแบบแปลนอาคารลับ อุปกรณ์ต้นแบบ รหัสผ่านระบบ แผนผังเครือข่าย สถานที่ผลิตสาธารณูปโภค และคำบรรยายสรุปที่มีสาระลับ ต้องควบคุมตามลักษณะ ไม่ใช่รอให้แปลงเป็นหนังสือราชการก่อน. ข้อควรระวังคือเห็นคำว่า “เอกสาร” แล้วคิดว่าการถ่ายภาพหน้าจอหรือการจำเนื้อหาออกไปไม่อยู่ในระเบียบ แท้จริงการเข้าถึงรวมการได้ทราบ และการรั่วไหลเกิดได้เมื่อผู้ไม่มีอำนาจได้ทราบแม้ไม่มีสำเนาอยู่ในมือ. ที่สงวนครอบคลุมสิ่งปลูกสร้างเพื่อการป้องกันประเทศ ฐานทัพ โรงงานอาวุธหรือยุทธภัณฑ์ คลังและโรงช่าง อู่และท่าเรือฐานทัพ สถานีสื่อสาร ตลอดจนสถานที่สร้างหรือซ่อมเรือรบ อาวุธ และวัตถุเพื่อการสงคราม

ฉบับแก้ไขที่ 3 ระบุชุมทางการขนส่งทางรางทุกระบบ โรงงาน และสถานที่ผลิตและจ่ายน้ำหรือกระแสไฟฟ้าที่เป็นสาธารณูปโภค รวมทั้งเปิดให้ กรช. ประกาศกำหนดสิ่งอื่นเพิ่มเติม. ความสำคัญของนิยามนี้คือการเข้าถึงสถานที่อาจทำให้ล่วงรู้ความลับได้แม้ไม่ได้เปิดแฟ้ม จึงต้องควบคุมอาณาเขต คน ยานพาหนะ แสงสว่าง สัญญาณเตือน และการตรวจตราให้สัมพันธ์กับภัยจริง. กรณีศึกษาอาจเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าเป็นศูนย์ควบคุมรางหรือสถานีผลิตน้ำ หากเข้าลักษณะตามข้อความแก้ไข อย่าตัดออกเพียงเพราะไม่ใช่สถานที่ทหาร และไม่ควรเหมารวมว่าสถานที่ราชการทุกแห่งเป็น “ที่สงวน” โดยอัตโนมัติ

หัวข้อ 2

การรหัสและประมวลลับ: แยกการกระทำออกจากชุดความหมายแทน

การรหัสคือการใช้ประมวลลับหรือรหัสแทนข้อความ หรือใช้ส่งข่าวสารที่เป็นความลับ ส่วนประมวลลับคือการนำตัวอักษร ตัวเลข คำพูด สัญญาณ หรือสัญลักษณ์มาใช้แทนความหมายจริงตามที่ตกลงกันเพื่อรักษาความลับในการติดต่อ. ความต่างอยู่ที่ “การรหัส” เน้นกระบวนการนำรหัสมาใช้ ขณะที่ “ประมวลลับ” เน้นระบบหรือชุดการแทนความหมาย กรณีศึกษานิยามจึงควรดูว่าถามการดำเนินการหรือถามสิ่งที่ตกลงใช้แทน. การใช้ระบบดิจิทัลไม่ได้ทำให้นิยามนี้หมดความหมาย แต่เพิ่มมาตรการอีกชั้น เช่น การจัดการกุญแจเข้ารหัส สิทธิผู้ดูแล บันทึกการใช้ และการตอบสนองเมื่อกุญแจหรือรหัสสงสัยว่ารั่ว

อย่าสรุปว่าข้อมูลเข้ารหัสปลอดภัยจนไม่ต้องกำหนดชั้นความลับหรือผู้มีสิทธิ การเข้ารหัสเป็นเครื่องมือหนึ่ง ส่วนหลัก need-to-know การรับรองความไว้วางใจ และการควบคุมวงจรข้อมูลยังต้องอยู่ครบ. การจารกรรมคือการกระทำโดยทางลับเพื่อให้ได้ล่วงรู้ ได้ไป หรือส่งสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการให้ผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่หรือผู้ไม่มีความจำเป็นต้องทราบ โดยมีเหตุให้เชื่อว่าจะเป็นผลร้ายต่อความมั่นคง ความสงบ ระบอบการปกครอง หรือเสถียรภาพรัฐบาล. นิยามยังครอบคลุมการกระทำเพื่อประโยชน์แก่รัฐต่างประเทศหรือเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าผู้กระทำเป็นสายลับต่างชาติแบบในภาพยนตร์เสมอ การลอบนำข้อมูลไปขายเพื่อกำไรอาจเข้าองค์ประกอบได้

กรณีแอบคัดลอกแผนลับส่งให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยรู้ว่ากระทบความมั่นคง เป็นภาพตรงของการจารกรรม ส่วนพนักงานส่งเอกสารผิดโดยประมาทอาจเป็นการรั่วไหลและละเมิดมาตรการ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบทางลับและวัตถุประสงค์ก่อนเรียกว่าจารกรรม. เทคนิคประเด็นคือมองสามแกนพร้อมกัน ได้แก่ วิธีลับ สิ่งที่เป็นความลับ และผู้รับที่ไม่มีอำนาจหรือไม่จำเป็นต้องทราบ ถ้ากรณีศึกษาเน้นทำลายระบบหรือทรัพย์สินจนงานปั่นป่วน ให้พิจารณาการก่อวินาศกรรมแทน. การก่อวินาศกรรมรวมการทำลายหรือทำความเสียหายต่อทรัพย์สิน วัสดุ ข้อมูล อาคาร สถานที่ ยุทธปัจจัย ที่สงวน สาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนรบกวน ขัดขวาง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือหน่วงเหนี่ยวระบบปฏิบัติงาน

นิยามยังรวมการประทุษร้ายต่อบุคคล เมื่อผลทำให้เกิดความปั่นป่วนหรือความเสียหายทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา หรือทางหนึ่งทางใด จึงไม่ต้องรอให้วัตถุถูกทำลายจนหมดสภาพ. ตัวอย่างการเจาะระบบเพื่อแก้ค่าควบคุมไฟฟ้าจนโรงงานหยุด การตัดสายสื่อสารสำคัญ หรือทำลายอุปกรณ์สำรองเพื่อให้ภารกิจล้มเหลว สอดคล้องกับแก่นการก่อวินาศกรรมมากกว่าการจารกรรม เพราะผลหลักคือการทำลายและขัดขวาง. คำลวงที่พบบ่อยคือจำกัดคำนี้ไว้ที่ระเบิดหรืออาวุธ ระเบียบเขียนกว้างถึงข้อมูลและระบบงาน ดังนั้นเหตุไซเบอร์ที่หน่วงเหนี่ยวหรือเปลี่ยนแปลงระบบจนเกิดความเสียหายอาจเข้าแนวคิดนี้ได้ตามข้อเท็จจริง

การบ่อนทำลายมุ่งก่อความแตกแยก ปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องจนไปสู่ความไม่สงบหรือความอ่อนแอภายในชาติ และอาจมุ่งเปลี่ยนแปลงระบอบ ล้มล้างสถาบันการปกครอง ทำลายความจงรักภักดี หรือเอื้อรัฐต่างประเทศ. การก่อการร้ายมุ่งสร้างความปั่นป่วนให้ประชาชนหวาดกลัว หรือขู่เข็ญบีบบังคับรัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศให้กระทำหรือละเว้น โดยก่อความเสียหายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินสำคัญ. สองคำนี้จึงไม่ควรใช้แทนกันจากคำว่า “ปั่นป่วน” เพียงคำเดียว ต้องอ่านเป้าหมายและวิธี การปล่อยข้อมูลปลอมเพื่อบั่นทอนความไว้วางใจอาจถูกวิเคราะห์ต่างจากการใช้ความรุนแรงเพื่อบีบบังคับรัฐบาล

ในงานรักษาความปลอดภัย หน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่ใช่ตัดสินความผิดอาญาขั้นสุดท้าย แต่ต้องมองสัญญาณภัย วางมาตรการ ลดความเสียหาย เก็บข้อเท็จจริง และแจ้งผู้มีอำนาจสืบสวนเมื่อเข้าเงื่อนไข. ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินหมายถึงวัตถุ อาคาร สถานที่ หรือสิ่งอื่นที่มีคุณค่าต่อสภาพจิตวิทยาของสังคม ประชาชนศรัทธาและหวงแหน หากสูญหาย เสียหาย พังทลาย หรือเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติยศจะกระทบความรู้สึกของประชาชน. ผลกระทบดังกล่าวอาจบั่นทอนความสงบเรียบร้อยของประเทศ จึงเป็นเหตุให้มาตรการบุคคลและสถานที่ครอบคลุมผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับทรัพย์ประเภทนี้ แม้ทรัพย์นั้นไม่ใช่เอกสารลับหรืออาวุธ

การประเมินไม่ดูราคาตลาดอย่างเดียว วัตถุบางชิ้นมีมูลค่าทางบัญชีไม่สูงแต่เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ขณะที่อาคารราคาแพงทั่วไปอาจไม่เข้าความหมายนี้ถ้าไม่มีคุณค่าทางสังคมตามองค์ประกอบ. ประเด็นสถานการณ์ควรถามต่อว่าใครเข้าถึง ภารกิจสำคัญเพียงใด และต้องตรวจสอบประวัติโดยละเอียดหรือไม่ เพราะข้อ 27 รวมบุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินไว้โดยตรง

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต