สารบัญ7 หัวข้อหลัก
- 1.ฐานกฎหมาย สถานะการจ้าง ประเภท กลุ่มงาน และคุณสมบัติ
- 2.กรอบอัตรากำลัง การสรรหา เลือกสรร และสัญญา
- 3.ค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และประกันสังคม
- 4.การกำหนดเป้าหมาย ประเมินผล และรายงานระบบ
- 5.หน้าที่ วินัย และกระบวนการพิจารณาความผิด
- 6.เหตุสิ้นสุดสัญญา การลาออก การบอกเลิก และความรับผิด
- 7.องค์ประกอบ อำนาจ และงานของ คพร.
ฐานกฎหมาย สถานะการจ้าง ประเภท กลุ่มงาน และคุณสมบัติ
สถานะกฎหมายปัจจุบันและฉบับแก้ไขที่ต้องประกอบกัน เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด ฐานหลักคือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2547 และออกตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี; ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 24 กุมภาพันธ์ 2560 และใช้วันถัดจากวันประกาศ แก้เฉพาะข้อ 8 (6) เรื่องลักษณะต้องห้ามของผู้เคยรับโทษจําคุก; เมื่ออ่านข้อ 8 จึงห้ามใช้ข้อความเดิมปี 2547 ตรง (6) ลําพัง ต้องแทนด้วยข้อความปี 2560 ส่วนข้ออื่นของระเบียบเดิมยังอ่านต่อเนื่อง เว้นแต่มีประกาศรายละเอียดที่ออกตามอํานาจของข้อนั้น; เอกสารในคลังกฎหมายสํานักงาน ก.พ. โดยต้องรักษาความหมายและหลักฐานอ้างอิงให้ครบถ้วน
ระบบพนักงานราชการเป็นการจ้างตามสัญญา ไม่ใช่สถานะข้าราชการ เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด พนักงานราชการคือบุคคลที่ส่วนราชการจ้างตามสัญญาและจ่ายค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการเพื่อปฏิบัติงานให้หน่วยงานนั้น จุดตั้งต้นของสิทธิและหน้าที่จึงต่างจากการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการ; คําว่าเป็นพนักงานของรัฐไม่ได้ทําให้กฎหมายเงินเดือน บําเหน็จบํานาญ หรือความมั่นคงในตําแหน่งของข้าราชการมาใช้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ต้องมีฐานในระเบียบ ประกาศ กฎหมายอื่น หรือสัญญาที่ชอบ; อย่างไรก็ดี ข้อ 4 ดึงหน้าที่ ข้อห้าม และการละเว้นที่ใช้กับข้าราชการหรือลูกจ้างมาใช้กับพนักงานราชการด้วย เว้นแต่มีข้อกําหนดเฉพาะ เงื่อนไขสัญญา หรือข้อยกเว้นที่ส่วนราชการประกาศอย่างเหมาะสม; ดังนั้นประเด็นเรื่องสิทธิต้องถามว่ามีฐานให้สิทธิหรือไม่ โดยต้องรักษาความหมายและหลักฐานอ้างอิงให้ครบถ้วน
เหตุผลของระบบ: ยืดหยุ่นแต่ต้องผูกกับผลสัมฤทธิ์ เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด คําปรารภของระเบียบมุ่งให้การจ้างงานภาครัฐมีความหลากหลาย เหมาะกับการใช้กําลังคน คล่องตัว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องแนวบริหารภาครัฐสมัยใหม่; ความยืดหยุ่นเห็นได้จากสัญญามีกําหนดเวลา การกําหนดวันเวลาหรือวิธีทํางานตามตําแหน่ง การจําแนกงานหลายกลุ่ม และการประเมินตามผลสําเร็จ แต่ทุกเรื่องยังอยู่ในกรอบความเสมอภาค ความโปร่งใส และประโยชน์ราชการ; หน่วยงานจึงไม่ควรใช้พนักงานราชการแทนอัตราถาวรโดยไม่วิเคราะห์ภารกิจ หรือทําสัญญาต่อเนื่องเพียงเพราะเคยจ้างมา ต้องมีกรอบอัตรากําลัง งานที่ยังจําเป็น งบประมาณ และผลการปฏิบัติงานรองรับ; จุดตัดช้อยส์สําคัญคือระบบนี้ให้ความสําคัญกับสมรรถนะและผลงาน โดยต้องรักษาความหมายและหลักฐานอ้างอิงให้ครบถ้วน
แยกพนักงานราชการทั่วไปออกจากพนักงานราชการพิเศษ เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด พนักงานราชการทั่วไปทํางานประจําทั่วไปของส่วนราชการในด้านบริการ เทคนิค บริหารทั่วไป วิชาชีพเฉพาะ หรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ส่วนพนักงานราชการพิเศษใช้ความรู้หรือความเชี่ยวชาญสูงมากเป็นพิเศษในเรื่องสําคัญและจําเป็นเฉพาะ; ชื่อที่ดูยิ่งใหญ่หรือค่าตอบแทนสูงไม่ใช่เกณฑ์ชี้ประเภท ต้องพิจารณาธรรมชาติ ความหายาก ระดับความเชี่ยวชาญ และความจําเป็นเฉพาะของภารกิจตามกลุ่มงานที่ คพร. กําหนด; ความต่างส่งผลถึงวิธีสรรหา การกําหนดเป้าหมาย และการประเมิน พนักงานทั่วไปประเมินประจําปีและเพื่อต่อสัญญา ส่วนพนักงานพิเศษประเมินผลสําเร็จตามช่วงของงานหรือโครงการในสัญญา; ถ้าประเด็นบอกเพียงงานบริการหรือเทคนิคประจํา ให้เริ่มจากประเภททั่วไป โดยต้องรักษาความหมายและหลักฐานอ้างอิงให้ครบถ้วน
| ประเภท | กลุ่มงานที่สัมพันธ์ | ลักษณะสำคัญ |
|---|---|---|
| พนักงานราชการทั่วไป | บริการ เทคนิค บริหารทั่วไป วิชาชีพเฉพาะ และเชี่ยวชาญเฉพาะ | รองรับงานประจำทั่วไปของส่วนราชการตามลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะ |
| พนักงานราชการพิเศษ | เชี่ยวชาญพิเศษ | ใช้ความรู้หรือความเชี่ยวชาญสูงมากในงานสำคัญและจำเป็นเฉพาะ |
ข้อ 8: คุณสมบัติพื้นฐาน เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด ผู้รับจ้างโดยทั่วไปต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ํากว่า 18 ปี ไม่ล้มละลาย และไม่มีสภาพหรือโรคที่ทําให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามฐานที่กฎหมายกําหนด; ข้อยกเว้นสัญชาติใช้กับพนักงานราชการชาวต่างประเทศที่จําเป็นต้องจ้างตามข้อผูกพันหรือภารกิจ ไม่ใช่การยกเว้นทั่วไปแก่ทุกตําแหน่ง; ส่วนราชการกําหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเพิ่มในประกาศได้เมื่อจําเป็นหรือเหมาะกับภารกิจ แต่ต้องสมเหตุผลและไม่เลือกปฏิบัติ ต้องพิจารณาร่วมกับฐานนโยบาย ข้อมูลต้นทาง ผู้มีส่วนได้เสีย และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้
ข้อ 8 (6) ที่แก้ปี 2560: ผู้เคยจําคุก เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด ข้อความใหม่ยังห้ามผู้เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก แต่ยกเว้นความผิดโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือผู้พ้นโทษมาแล้วเกินห้าปี; ผู้พ้นโทษเกินห้าปีต้องยื่นหนังสือรับรองความประพฤติว่าไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่น่ารังเกียจของสังคม ตามแบบที่เลขาธิการ ก.พ. กําหนด; จุดหลอกคือเกินห้าปีไม่ได้แปลว่าผ่านโดยไม่ต้องใช้เอกสาร และต้องนับจากพ้นโทษ ไม่ใช่จากวันที่คําพิพากษา ความเข้าใจที่ถูกต้องเกิดจากการแยกเป้าหมาย มาตรการ ตัวชี้วัด ฐานอํานาจ และข้อจํากัดของบริบท
กรอบอัตรากำลัง การสรรหา เลือกสรร และสัญญา
กรอบอัตรากําลังมาก่อนการเปิดรับ ไม่ใช่ทําย้อนหลัง เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด ส่วนราชการต้องจัดกรอบอัตรากําลังพนักงานราชการเป็นช่วงสี่ปีให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิบัติราชการและแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ แล้วเสนอ คพร. ให้ความเห็นชอบ; กรอบที่ดีระบุภารกิจ ผลผลิต ระยะเวลาความต้องการ จํานวนและกลุ่มงาน ต้นทุน และเหตุผลที่รูปแบบสัญญาเหมาะกว่าทางเลือกอื่น ไม่ใช่เพียงรวมยอดคนที่หน่วยงานอยากรักษาไว้; สํานักงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายบุคคลตามความจําเป็นและกรอบที่เห็นชอบ การมีงบก้อนหนึ่งจึงไม่แทนอํานาจจ้างนอกกรอบ และการมีกรอบก็ไม่แทนขั้นสรรหากับสัญญา; หากเหตุจําเป็นเปลี่ยน ส่วนราชการขอเปลี่ยนกรอบได้เมื่อ คพร. เห็นชอบและแจ้งสํานักงบประมาณ ไม่ควรเปิดรับก่อนแล้วค่อยหาเหตุผลมารองรับ การเชื่อมแผนสู่การปฏิบัติต้องรักษาความสอดคล้องระหว่างทรัพยากร กิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ
ประกาศสรรหา พ.ศ. 2552: คณะกรรมการและหลักความเป็นธรรม เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด การสรรหาและเลือกสรรพนักงานทั่วไปให้หัวหน้าส่วนราชการแต่งตั้งคณะกรรมการอย่างน้อยสามคน มีผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนงานหรือโครงการ และผู้ทํางานด้านบุคคลเป็นกรรมการและเลขานุการ; อาจเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีประสบการณ์จากภายในหรือภายนอก และอาจตั้งคณะย่อยออกการตรวจความเข้าใจหรือสัมภาษณ์ แต่ความรับผิดชอบต่อมาตรฐานยังอยู่กับคณะกรรมการหลัก; ต้องจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน รักษาความลับการตรวจความเข้าใจ ใช้เกณฑ์ที่ประกาศ และเก็บหลักฐานคะแนนให้ตรวจสอบได้; กระบวนการที่ดูเร็วแต่กรรมการไม่ครบ เปลี่ยนเกณฑ์กลางทาง หรือให้คนเกี่ยวข้องกับผู้สมัครตัดสิน ย่อมเสี่ยงเสียความเป็นธรรม การบันทึกเหตุผลและทบทวนตามรอบช่วยลดความคลาดเคลื่อนและยืนยันความรับผิดชอบของหน่วยงาน
ประกาศรับสมัครต้องบอกสาระก่อนเปิดการแข่งขัน เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด ประกาศต้องมีลักษณะงาน กลุ่มและชื่อตําแหน่ง ความรับผิดชอบ ระยะจ้าง ค่าตอบแทน คุณสมบัติ วิธีสรรหาและเลือกสรร เกณฑ์ตัดสิน อายุบัญชี เงื่อนไขจ้าง และกําหนดการ; ต้องเผยแพร่ในที่เปิดเผย เว็บไซต์ส่วนราชการ และเว็บไซต์สํานักงาน ก.พ. โดยแพร่ข่าวไม่น้อยกว่าห้าวันทําการก่อนรับสมัคร และเปิดรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวันทําการ; น้ําหนักคะแนนควรสูงกับความรู้ ทักษะหรือสมรรถนะที่จําเป็นที่สุด วิธีประเมินอาจหลายวิธี แต่ต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัด; เมื่อประกาศระบุคุณวุฒิเฉพาะ เจ้าหน้าที่ไม่มีอํานาจรับวุฒิอื่นเพียงเห็นว่าเรียนใกล้กัน เพราะกระทบผู้ที่อาจไม่ได้สมัครจากเงื่อนไขเดียวกัน ต้องพิจารณาร่วมกับฐานนโยบาย ข้อมูลต้นทาง ผู้มีส่วนได้เสีย และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้
บัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรและการเรียกรายงานตัว เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด บัญชีมีอายุตามที่กําหนดแต่ไม่เกินสองปี และต้องเรียกรายงานตัวกับทําสัญญาภายในอายุบัญชี; ถ้าเรียกรายงานตัวแล้วภายในอายุบัญชี แต่ทําสัญญาหลังบัญชีหมด ต้องทําให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่หมดอายุ; ตําแหน่งว่างเพิ่มที่งานและคุณสมบัติอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันอาจใช้บัญชีเดิมได้ ตามลําดับหรือประเมินเพิ่มตามกรณี; การใช้บัญชีส่วนราชการอื่นต้องประสานเจ้าของบัญชี งานและคุณสมบัติต้องเหมือนหรือคล้าย และมีการประเมินเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่โอนรายชื่อมาแต่งตั้งทันที การดําเนินงานต้องกําหนดผู้รับผิดชอบ เกณฑ์ติดตาม หลักฐาน และช่องทางปรับปรุงอย่างชัดเจน
สรรหาพนักงานราชการพิเศษต้องเริ่มจากขอบเขตงานเฉพาะ เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด หัวหน้าส่วนราชการกับผู้รับผิดชอบงานหรือโครงการกําหนดขอบข่าย ชื่อตําแหน่ง คุณสมบัติ ระยะจ้าง ค่าตอบแทน วิธีเลือก เกณฑ์และเงื่อนไขให้เหมาะกับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง; แหล่งค้นหาอาจเป็นสถาบันการเงิน องค์การระหว่างประเทศ สมาคมอาชีพ สถานทูต ศูนย์ที่ปรึกษา หน่วยงานที่เคยจ้างงานแบบเดียวกัน หรือแหล่งอื่นที่สมเหตุผล; หัวหน้าส่วนราชการหรือคณะกรรมการร่วมกับผู้รับผิดชอบโครงการคัดจากรายชื่อแล้วจึงจัดจ้างตามแบบสัญญา; ความพิเศษจึงไม่ได้แปลว่าข้ามการพิสูจน์ความเหมาะสม แต่เปลี่ยนจากการแข่งขันมวลชนเป็นการค้นหาผู้เชี่ยวชาญที่ตรงภารกิจอย่างมีหลักฐาน ความเข้าใจที่ถูกต้องเกิดจากการแยกเป้าหมาย มาตรการ ตัวชี้วัด ฐานอํานาจ และข้อจํากัดของบริบท
- 1กำหนดภารกิจ ผลผลิต จำนวนคน กลุ่มงาน ระยะเวลา และงบประมาณในกรอบอัตรากำลัง
- 2แต่งตั้งคณะกรรมการและประกาศลักษณะงาน คุณสมบัติ วิธีประเมิน เกณฑ์ตัดสิน กับเงื่อนไขจ้าง
- 3เปิดโอกาสให้สมัครตามระยะเวลา แล้วสรรหาและเลือกสรรด้วยเกณฑ์เดียวกับที่ประกาศ
- 4จัดทำบัญชี เรียกรายงานตัว และตรวจเงื่อนไขในช่วงเวลาที่บัญชียังใช้ได้
- 5ทำสัญญาตามแบบโดยให้ภารกิจ ระยะเวลา ค่าตอบแทน เป้าหมาย และเหตุสิ้นสุดสอดคล้องกับประกาศ
สัญญาเป็นทั้งฐานจ้างและเครื่องกําหนดผลลัพธ์ เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด การจ้างต้องทําเป็นสัญญาตามแบบที่ คพร. กําหนด มีหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ได้รับมอบหมายลงนามกับผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรร การเริ่มให้ทํางานโดยไม่มีสัญญาที่ถูกต้องสร้างความเสี่ยงทั้งอํานาจ งบ และสิทธิ; สัญญาควรกําหนดตําแหน่ง กลุ่มงาน ภารกิจ ผลลัพธ์ ระยะเวลา ค่าตอบแทน วิธีประเมิน สิทธิ หน้าที่ วินัย และเหตุสิ้นสุดให้สอดคล้องประกาศรับสมัครและกฎหมาย ไม่เปลี่ยนสาระสําคัญหลังคัดเลือกจนเสียความเท่าเทียม; ระยะจ้างโดยหลักไม่เกินคราวละสี่ปี หรือเท่าช่วงโครงการที่กําหนดวันเริ่มและสิ้นสุด อาจต่อสัญญาได้เมื่อยังจําเป็นและเหมาะสม แต่ไม่ได้เกิดสิทธิต่อสัญญาอัตโนมัติ; คําสั่งปรับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ใหม่อาจแนบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาได้ตามคําชี้แจงปัจจุบัน โดยต้องรักษาความหมายและหลักฐานอ้างอิงให้ครบถ้วน
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต