กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกำหนด

โครงสร้างของระเบียบ ฉบับแก้ไข ประกาศ คพร. และวงจรการจ้างตั้งแต่กรอบอัตรากำลังจนถึงการสิ้นสุดสัญญา

7 หัวข้อ · อ่านประมาณ 43 นาที · มีต้นฉบับจาก ocsc.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 7 หัวข้อ29%
หัวข้อ 1

ฐานกฎหมาย สถานะการจ้าง ประเภท กลุ่มงาน และคุณสมบัติ

สถานะกฎหมายปัจจุบันและฉบับแก้ไขที่ต้องประกอบกัน เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด ฐานหลักคือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2547 และออกตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี; ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 24 กุมภาพันธ์ 2560 และใช้วันถัดจากวันประกาศ แก้เฉพาะข้อ 8 (6) เรื่องลักษณะต้องห้ามของผู้เคยรับโทษจําคุก; เมื่ออ่านข้อ 8 จึงห้ามใช้ข้อความเดิมปี 2547 ตรง (6) ลําพัง ต้องแทนด้วยข้อความปี 2560 ส่วนข้ออื่นของระเบียบเดิมยังอ่านต่อเนื่อง เว้นแต่มีประกาศรายละเอียดที่ออกตามอํานาจของข้อนั้น; เอกสารในคลังกฎหมายสํานักงาน ก.พ. โดยต้องรักษาความหมายและหลักฐานอ้างอิงให้ครบถ้วน

ระบบพนักงานราชการเป็นการจ้างตามสัญญา ไม่ใช่สถานะข้าราชการ เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด พนักงานราชการคือบุคคลที่ส่วนราชการจ้างตามสัญญาและจ่ายค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการเพื่อปฏิบัติงานให้หน่วยงานนั้น จุดตั้งต้นของสิทธิและหน้าที่จึงต่างจากการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการ; คําว่าเป็นพนักงานของรัฐไม่ได้ทําให้กฎหมายเงินเดือน บําเหน็จบํานาญ หรือความมั่นคงในตําแหน่งของข้าราชการมาใช้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ต้องมีฐานในระเบียบ ประกาศ กฎหมายอื่น หรือสัญญาที่ชอบ; อย่างไรก็ดี ข้อ 4 ดึงหน้าที่ ข้อห้าม และการละเว้นที่ใช้กับข้าราชการหรือลูกจ้างมาใช้กับพนักงานราชการด้วย เว้นแต่มีข้อกําหนดเฉพาะ เงื่อนไขสัญญา หรือข้อยกเว้นที่ส่วนราชการประกาศอย่างเหมาะสม; ดังนั้นประเด็นเรื่องสิทธิต้องถามว่ามีฐานให้สิทธิหรือไม่ โดยต้องรักษาความหมายและหลักฐานอ้างอิงให้ครบถ้วน

เหตุผลของระบบ: ยืดหยุ่นแต่ต้องผูกกับผลสัมฤทธิ์ เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด คําปรารภของระเบียบมุ่งให้การจ้างงานภาครัฐมีความหลากหลาย เหมาะกับการใช้กําลังคน คล่องตัว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องแนวบริหารภาครัฐสมัยใหม่; ความยืดหยุ่นเห็นได้จากสัญญามีกําหนดเวลา การกําหนดวันเวลาหรือวิธีทํางานตามตําแหน่ง การจําแนกงานหลายกลุ่ม และการประเมินตามผลสําเร็จ แต่ทุกเรื่องยังอยู่ในกรอบความเสมอภาค ความโปร่งใส และประโยชน์ราชการ; หน่วยงานจึงไม่ควรใช้พนักงานราชการแทนอัตราถาวรโดยไม่วิเคราะห์ภารกิจ หรือทําสัญญาต่อเนื่องเพียงเพราะเคยจ้างมา ต้องมีกรอบอัตรากําลัง งานที่ยังจําเป็น งบประมาณ และผลการปฏิบัติงานรองรับ; จุดตัดช้อยส์สําคัญคือระบบนี้ให้ความสําคัญกับสมรรถนะและผลงาน โดยต้องรักษาความหมายและหลักฐานอ้างอิงให้ครบถ้วน

แยกพนักงานราชการทั่วไปออกจากพนักงานราชการพิเศษ เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด พนักงานราชการทั่วไปทํางานประจําทั่วไปของส่วนราชการในด้านบริการ เทคนิค บริหารทั่วไป วิชาชีพเฉพาะ หรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ส่วนพนักงานราชการพิเศษใช้ความรู้หรือความเชี่ยวชาญสูงมากเป็นพิเศษในเรื่องสําคัญและจําเป็นเฉพาะ; ชื่อที่ดูยิ่งใหญ่หรือค่าตอบแทนสูงไม่ใช่เกณฑ์ชี้ประเภท ต้องพิจารณาธรรมชาติ ความหายาก ระดับความเชี่ยวชาญ และความจําเป็นเฉพาะของภารกิจตามกลุ่มงานที่ คพร. กําหนด; ความต่างส่งผลถึงวิธีสรรหา การกําหนดเป้าหมาย และการประเมิน พนักงานทั่วไปประเมินประจําปีและเพื่อต่อสัญญา ส่วนพนักงานพิเศษประเมินผลสําเร็จตามช่วงของงานหรือโครงการในสัญญา; ถ้าประเด็นบอกเพียงงานบริการหรือเทคนิคประจํา ให้เริ่มจากประเภททั่วไป โดยต้องรักษาความหมายและหลักฐานอ้างอิงให้ครบถ้วน

ประเภทและกลุ่มงานต้องจำแนกจากธรรมชาติของภารกิจ
ประเภทกลุ่มงานที่สัมพันธ์ลักษณะสำคัญ
พนักงานราชการทั่วไปบริการ เทคนิค บริหารทั่วไป วิชาชีพเฉพาะ และเชี่ยวชาญเฉพาะรองรับงานประจำทั่วไปของส่วนราชการตามลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะ
พนักงานราชการพิเศษเชี่ยวชาญพิเศษใช้ความรู้หรือความเชี่ยวชาญสูงมากในงานสำคัญและจำเป็นเฉพาะ

ข้อ 8: คุณสมบัติพื้นฐาน เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด ผู้รับจ้างโดยทั่วไปต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ํากว่า 18 ปี ไม่ล้มละลาย และไม่มีสภาพหรือโรคที่ทําให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามฐานที่กฎหมายกําหนด; ข้อยกเว้นสัญชาติใช้กับพนักงานราชการชาวต่างประเทศที่จําเป็นต้องจ้างตามข้อผูกพันหรือภารกิจ ไม่ใช่การยกเว้นทั่วไปแก่ทุกตําแหน่ง; ส่วนราชการกําหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเพิ่มในประกาศได้เมื่อจําเป็นหรือเหมาะกับภารกิจ แต่ต้องสมเหตุผลและไม่เลือกปฏิบัติ ต้องพิจารณาร่วมกับฐานนโยบาย ข้อมูลต้นทาง ผู้มีส่วนได้เสีย และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

ข้อ 8 (6) ที่แก้ปี 2560: ผู้เคยจําคุก เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด ข้อความใหม่ยังห้ามผู้เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก แต่ยกเว้นความผิดโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือผู้พ้นโทษมาแล้วเกินห้าปี; ผู้พ้นโทษเกินห้าปีต้องยื่นหนังสือรับรองความประพฤติว่าไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่น่ารังเกียจของสังคม ตามแบบที่เลขาธิการ ก.พ. กําหนด; จุดหลอกคือเกินห้าปีไม่ได้แปลว่าผ่านโดยไม่ต้องใช้เอกสาร และต้องนับจากพ้นโทษ ไม่ใช่จากวันที่คําพิพากษา ความเข้าใจที่ถูกต้องเกิดจากการแยกเป้าหมาย มาตรการ ตัวชี้วัด ฐานอํานาจ และข้อจํากัดของบริบท

หัวข้อ 2

กรอบอัตรากำลัง การสรรหา เลือกสรร และสัญญา

กรอบอัตรากําลังมาก่อนการเปิดรับ ไม่ใช่ทําย้อนหลัง เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด ส่วนราชการต้องจัดกรอบอัตรากําลังพนักงานราชการเป็นช่วงสี่ปีให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิบัติราชการและแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ แล้วเสนอ คพร. ให้ความเห็นชอบ; กรอบที่ดีระบุภารกิจ ผลผลิต ระยะเวลาความต้องการ จํานวนและกลุ่มงาน ต้นทุน และเหตุผลที่รูปแบบสัญญาเหมาะกว่าทางเลือกอื่น ไม่ใช่เพียงรวมยอดคนที่หน่วยงานอยากรักษาไว้; สํานักงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายบุคคลตามความจําเป็นและกรอบที่เห็นชอบ การมีงบก้อนหนึ่งจึงไม่แทนอํานาจจ้างนอกกรอบ และการมีกรอบก็ไม่แทนขั้นสรรหากับสัญญา; หากเหตุจําเป็นเปลี่ยน ส่วนราชการขอเปลี่ยนกรอบได้เมื่อ คพร. เห็นชอบและแจ้งสํานักงบประมาณ ไม่ควรเปิดรับก่อนแล้วค่อยหาเหตุผลมารองรับ การเชื่อมแผนสู่การปฏิบัติต้องรักษาความสอดคล้องระหว่างทรัพยากร กิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ

ประกาศสรรหา พ.ศ. 2552: คณะกรรมการและหลักความเป็นธรรม เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด การสรรหาและเลือกสรรพนักงานทั่วไปให้หัวหน้าส่วนราชการแต่งตั้งคณะกรรมการอย่างน้อยสามคน มีผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนงานหรือโครงการ และผู้ทํางานด้านบุคคลเป็นกรรมการและเลขานุการ; อาจเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีประสบการณ์จากภายในหรือภายนอก และอาจตั้งคณะย่อยออกการตรวจความเข้าใจหรือสัมภาษณ์ แต่ความรับผิดชอบต่อมาตรฐานยังอยู่กับคณะกรรมการหลัก; ต้องจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน รักษาความลับการตรวจความเข้าใจ ใช้เกณฑ์ที่ประกาศ และเก็บหลักฐานคะแนนให้ตรวจสอบได้; กระบวนการที่ดูเร็วแต่กรรมการไม่ครบ เปลี่ยนเกณฑ์กลางทาง หรือให้คนเกี่ยวข้องกับผู้สมัครตัดสิน ย่อมเสี่ยงเสียความเป็นธรรม การบันทึกเหตุผลและทบทวนตามรอบช่วยลดความคลาดเคลื่อนและยืนยันความรับผิดชอบของหน่วยงาน

ประกาศรับสมัครต้องบอกสาระก่อนเปิดการแข่งขัน เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด ประกาศต้องมีลักษณะงาน กลุ่มและชื่อตําแหน่ง ความรับผิดชอบ ระยะจ้าง ค่าตอบแทน คุณสมบัติ วิธีสรรหาและเลือกสรร เกณฑ์ตัดสิน อายุบัญชี เงื่อนไขจ้าง และกําหนดการ; ต้องเผยแพร่ในที่เปิดเผย เว็บไซต์ส่วนราชการ และเว็บไซต์สํานักงาน ก.พ. โดยแพร่ข่าวไม่น้อยกว่าห้าวันทําการก่อนรับสมัคร และเปิดรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวันทําการ; น้ําหนักคะแนนควรสูงกับความรู้ ทักษะหรือสมรรถนะที่จําเป็นที่สุด วิธีประเมินอาจหลายวิธี แต่ต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัด; เมื่อประกาศระบุคุณวุฒิเฉพาะ เจ้าหน้าที่ไม่มีอํานาจรับวุฒิอื่นเพียงเห็นว่าเรียนใกล้กัน เพราะกระทบผู้ที่อาจไม่ได้สมัครจากเงื่อนไขเดียวกัน ต้องพิจารณาร่วมกับฐานนโยบาย ข้อมูลต้นทาง ผู้มีส่วนได้เสีย และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

บัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรและการเรียกรายงานตัว เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด บัญชีมีอายุตามที่กําหนดแต่ไม่เกินสองปี และต้องเรียกรายงานตัวกับทําสัญญาภายในอายุบัญชี; ถ้าเรียกรายงานตัวแล้วภายในอายุบัญชี แต่ทําสัญญาหลังบัญชีหมด ต้องทําให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่หมดอายุ; ตําแหน่งว่างเพิ่มที่งานและคุณสมบัติอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันอาจใช้บัญชีเดิมได้ ตามลําดับหรือประเมินเพิ่มตามกรณี; การใช้บัญชีส่วนราชการอื่นต้องประสานเจ้าของบัญชี งานและคุณสมบัติต้องเหมือนหรือคล้าย และมีการประเมินเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่โอนรายชื่อมาแต่งตั้งทันที การดําเนินงานต้องกําหนดผู้รับผิดชอบ เกณฑ์ติดตาม หลักฐาน และช่องทางปรับปรุงอย่างชัดเจน

สรรหาพนักงานราชการพิเศษต้องเริ่มจากขอบเขตงานเฉพาะ เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด หัวหน้าส่วนราชการกับผู้รับผิดชอบงานหรือโครงการกําหนดขอบข่าย ชื่อตําแหน่ง คุณสมบัติ ระยะจ้าง ค่าตอบแทน วิธีเลือก เกณฑ์และเงื่อนไขให้เหมาะกับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง; แหล่งค้นหาอาจเป็นสถาบันการเงิน องค์การระหว่างประเทศ สมาคมอาชีพ สถานทูต ศูนย์ที่ปรึกษา หน่วยงานที่เคยจ้างงานแบบเดียวกัน หรือแหล่งอื่นที่สมเหตุผล; หัวหน้าส่วนราชการหรือคณะกรรมการร่วมกับผู้รับผิดชอบโครงการคัดจากรายชื่อแล้วจึงจัดจ้างตามแบบสัญญา; ความพิเศษจึงไม่ได้แปลว่าข้ามการพิสูจน์ความเหมาะสม แต่เปลี่ยนจากการแข่งขันมวลชนเป็นการค้นหาผู้เชี่ยวชาญที่ตรงภารกิจอย่างมีหลักฐาน ความเข้าใจที่ถูกต้องเกิดจากการแยกเป้าหมาย มาตรการ ตัวชี้วัด ฐานอํานาจ และข้อจํากัดของบริบท

  1. 1กำหนดภารกิจ ผลผลิต จำนวนคน กลุ่มงาน ระยะเวลา และงบประมาณในกรอบอัตรากำลัง
  2. 2แต่งตั้งคณะกรรมการและประกาศลักษณะงาน คุณสมบัติ วิธีประเมิน เกณฑ์ตัดสิน กับเงื่อนไขจ้าง
  3. 3เปิดโอกาสให้สมัครตามระยะเวลา แล้วสรรหาและเลือกสรรด้วยเกณฑ์เดียวกับที่ประกาศ
  4. 4จัดทำบัญชี เรียกรายงานตัว และตรวจเงื่อนไขในช่วงเวลาที่บัญชียังใช้ได้
  5. 5ทำสัญญาตามแบบโดยให้ภารกิจ ระยะเวลา ค่าตอบแทน เป้าหมาย และเหตุสิ้นสุดสอดคล้องกับประกาศ

สัญญาเป็นทั้งฐานจ้างและเครื่องกําหนดผลลัพธ์ เป็นสาระสําคัญของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และประกาศ คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการกําหนด การจ้างต้องทําเป็นสัญญาตามแบบที่ คพร. กําหนด มีหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ได้รับมอบหมายลงนามกับผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรร การเริ่มให้ทํางานโดยไม่มีสัญญาที่ถูกต้องสร้างความเสี่ยงทั้งอํานาจ งบ และสิทธิ; สัญญาควรกําหนดตําแหน่ง กลุ่มงาน ภารกิจ ผลลัพธ์ ระยะเวลา ค่าตอบแทน วิธีประเมิน สิทธิ หน้าที่ วินัย และเหตุสิ้นสุดให้สอดคล้องประกาศรับสมัครและกฎหมาย ไม่เปลี่ยนสาระสําคัญหลังคัดเลือกจนเสียความเท่าเทียม; ระยะจ้างโดยหลักไม่เกินคราวละสี่ปี หรือเท่าช่วงโครงการที่กําหนดวันเริ่มและสิ้นสุด อาจต่อสัญญาได้เมื่อยังจําเป็นและเหมาะสม แต่ไม่ได้เกิดสิทธิต่อสัญญาอัตโนมัติ; คําสั่งปรับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ใหม่อาจแนบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาได้ตามคําชี้แจงปัจจุบัน โดยต้องรักษาความหมายและหลักฐานอ้างอิงให้ครบถ้วน

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก ocsc.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต