กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ฉบับอ่านเข้าใจและใช้ทำสำนวนได้จริง: แยกความรับผิดต่อรัฐ–บุคคลภายนอก พร้อมตัวอย่างเต็ม ข้อควรระวัง และคำถามเรียกความจำ

18 หัวข้อ · อ่านประมาณ 96 นาที · มีต้นฉบับจาก dsi.go.th

เปิดเนื้อหาฉบับเต็ม
อ่านฟรีได้ 2 จาก 18 หัวข้อ11%
สารบัญ18 หัวข้อหลัก
  1. 1.บทนำ — แผนที่ทั้งเรื่อง: จากพบความเสียหายจนถึงชำระหรือฟ้องคดี
  2. 2.คำถามชี้ขาด: การกระทำเกิด “ในการปฏิบัติหน้าที่” หรืออยู่นอกหน้าที่
  3. 3.คณะกรรมการตามข้อ 8: ไม่เกินห้าคนและต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จ
  4. 4.ข้อ 12 ฉบับ 2559: แต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งก็ต้องมีการตรวจสอบชั้นบน
  5. 5.ข้อ 14: อำนาจค้นหาความจริงกว้างกว่าการอ่านเอกสารในแฟ้ม
  6. 6.กระบวนการละเมิดไม่ต้องรอผลวินัยหรือคดีอาญา
  7. 7.กระทรวงการคลังตรวจอะไร และกรอบหกเดือน/หนึ่งปีก่อนอายุความทำงานอย่างไร
  8. 8.ข้อ 19 ถูกยกเลิก: อย่ากู้ข้อความเก่ามาใช้เป็นฐานปัจจุบัน
  9. 9.ข้อ 22–23: เงินเสียหายต้องใช้เงิน ส่วนทรัพย์อื่นมีทางเลือก
  10. 10.ข้อ 24: ผู้รับผิดตาย ต้องรีบรักษาอายุความมรดก
  11. 11.หมวด 2 ข้อ 30–31: บุคคลภายนอกเสียหายและเจ้าหน้าที่ต้องรีบรายงาน
  12. 12.ข้อ 36–37: อยู่นอกหน้าที่ให้เรียกเจ้าหน้าที่เข้า เป็นหน้าที่ต้องไม่เรียก
  13. 13.บริหารอายุความแบบหลายเส้น: ห้ามมีเพียงช่อง “รอคลัง”
  14. 14.กรณีวิเคราะห์ 02 — กรรมการมีส่วนตรวจรับในโครงการที่กำลังสอบ
  15. 15.กรณีวิเคราะห์ 05 — หัวหน้าหน่วยงานร่วมอนุมัติรายการที่ก่อความเสียหาย
  16. 16.กรณีวิเคราะห์ 08 — ครบวินิจฉัยแล้วแต่รอผลวินัย
  17. 17.กรณีวิเคราะห์ 11 — ใกล้ครบสองปีแต่ยังไม่มีผลคลัง
  18. 18.กรณีวิเคราะห์ 14 — ผู้เสียหายฟ้องก่อนหน่วยงานเริ่มสอบ
หัวข้อ 1

บทนำ — แผนที่ทั้งเรื่อง: จากพบความเสียหายจนถึงชำระหรือฟ้องคดี

ระเบียบนี้ไม่ได้ตอบเพียงว่าใครทำของราชการเสียหาย แต่กำหนดกระบวนการทั้งสาย ตั้งแต่การรายงานเหตุ การเลือกผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ การรวบรวมพยาน การให้สิทธิโต้แย้ง การวินิจฉัยผู้รับผิดและจำนวนเงิน การส่งกระทรวงการคลังตรวจสอบ ไปจนถึงการออกคำสั่งชดใช้หรือฟ้องคดีโดยไม่ปล่อยให้อายุความขาด. แกนคิดสำคัญมีสองเส้นที่ต้องแยกก่อน เส้นแรกคือความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ เช่น รถหรือเงินราชการสูญหาย เส้นที่สองคือความเสียหายแก่บุคคลภายนอก เช่น รถราชการชนประชาชน ทั้งสองเส้นใช้กลไกสอบข้อเท็จจริงร่วมกันหลายส่วน แต่ผู้รับผิด คู่ความ และลำดับการไล่เบี้ยไม่เหมือนกัน

ทุกสำนวนควรตั้งคำถามเรียงกันว่าเกิดความเสียหายอะไร ใครกระทำ เกิดในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีเจตนาหรือประมาทระดับใด เหตุของหน่วยงานหรือผู้เสียหายร่วมอยู่เพียงใด จำนวนแท้จริงเท่าใด ใครมีอำนาจดำเนินการ และวันใดคือเส้นตายของสิทธิเรียกร้อง. ตัวอย่าง รถราชการชนกำแพงเอกชนและตัวรถเสียหายในเหตุเดียว สำนวนต้องวิเคราะห์ทั้งความเสียหายภายในต่อรถของรัฐและความเสียหายภายนอกต่อเจ้าของกำแพง ไม่ใช่เลือกสอบเฉพาะเรื่องที่มีผู้ร้องก่อน แล้วปล่อยอีกสิทธิหนึ่งขาดอายุความ. การสอบละเมิดเป็นคนละวัตถุประสงค์กับการสอบวินัยและคดีอาญา ผลของกระบวนการหนึ่งเป็นพยานประกอบได้ แต่หน่วยงานไม่ควรหยุดกระบวนการละเมิดเพื่อรออีกกระบวนการจนหลักฐานสูญหรืออายุความใกล้สิ้นสุด

ลองปิดเอกสารแล้วอธิบายให้ได้ว่า เส้นทางหนึ่งสำนวนต้องผ่านใครบ้างตั้งแต่ผู้พบความเสียหายถึงผู้มีอำนาจออกคำสั่ง และจุดใดที่ต้องแยก “เสียหายแก่รัฐ” ออกจาก “เสียหายแก่บุคคลภายนอก”

แผนที่ทั้งเรื่อง: จากพบความเสียหายจนถึงชำระหรือฟ้องคดี

  1. 1พบและรักษาหลักฐานความเสียหาย
  2. 2รายงานตามลำดับและกำหนดผู้แต่งตั้ง
  3. 3แต่งคณะกรรมการ–วางประเด็นสอบ
  4. 4ให้สิทธิชี้แจงและคำนวณความเสียหาย
  5. 5ผู้แต่งตั้งวินิจฉัย–ส่งคลังตามกรณี
  6. 6สั่งตามความเห็นที่ใช้บังคับ
  7. 7ออกคำสั่งชดใช้หรือฟ้อง–ติดตามจนชำระ

การอ่านระเบียบ พ.ศ. 2539 เพียงไฟล์เดิมทำให้ตอบผิดได้ เพราะระเบียบฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 เปลี่ยนข้อ 12 เพิ่มข้อ 12/1 เปลี่ยนข้อ 18 และยกเลิกข้อ 19 การใช้งานปัจจุบันต้องนำข้อความแก้ไขมาสวมแทนจุดเดิมเสมอ. ระเบียบทำหน้าที่วางวิธีปฏิบัติ ส่วนหลักว่าเมื่อใดหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดอยู่ในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และกฎหมายแพ่งเรื่องละเมิด การทำสำนวนจึงต้องแยก “องค์ประกอบความรับผิด” ออกจาก “ขั้นตอนสอบและบังคับชำระ” แล้วเชื่อมสองชั้นเข้าด้วยกัน. ก่อนอ้างข้อใดให้บันทึกชื่อกฎหมาย ฉบับแก้ไข วันที่ใช้บังคับ และสถานะข้อที่ถูกยกเลิกไว้หน้าแฟ้ม หากใช้คู่มือหรือหนังสือเวียน ต้องตรวจว่ามีประกาศใหม่มาแทนหรือไม่ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ยกเว้นการส่งสำนวนและแบบรายงาน

เจ้าหน้าที่อ้างข้อ 19 ฉบับเดิมเรื่องการแจ้งสิทธิร้องทุกข์ ทั้งที่ข้อ 19 ถูกยกเลิกในปี 2559 ย่อมเป็นการหยิบข้อความที่ไม่มีผลใช้บังคับ แม้ไฟล์รวมกฎหมายเก่าบางแห่งยังแสดงถ้อยคำนั้นอยู่. อย่าพูดรวมว่า “ระเบียบแก้ไขแล้วทั้งหมด” เพราะข้อที่ไม่ถูกแก้ยังใช้ข้อความปี 2539 และอย่าตัดหลักจากพระราชบัญญัติมาใส่เป็นเลขข้อของระเบียบ การระบุชั้นกฎหมายผิดทำให้เหตุผลในคำสั่งตรวจสอบไม่ได้. ข้อใดถูกแทนใหม่ ข้อใดถูกเพิ่ม และข้อใดถูกยกเลิกในปี 2559 และแต่ละการเปลี่ยนแปลงกระทบขั้นตอนสำนวนตรงไหน? คำว่าเจ้าหน้าที่ครอบคลุมข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการหรือในฐานะอื่น หากได้รับแต่งตั้งหรือถูกสั่งให้ปฏิบัติงานแก่หน่วยงานของรัฐ จึงต้องมองความสัมพันธ์กับงานจริง ไม่ยึดเฉพาะตำแหน่งประจำ

“คณะกรรมการ” ในระเบียบหมายถึงคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และ “ผู้แต่งตั้ง” คือผู้แต่งตั้งคณะนั้น นิยามสองคำนี้สำคัญเพราะหลายข้อให้อำนาจวินิจฉัย รายงาน หรือแจ้งผลแก่ผู้แต่งตั้งโดยตรง ไม่ใช่เลขานุการหรือกรรมการเป็นผู้สั่งแทน. เมื่อเปิดเรื่องให้เขียนสถานะของทุกคนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยใด ได้รับคำสั่งให้ทำงานอะไร ผู้ใดเป็นหัวหน้าหน่วยงาน ผู้ใดเป็นผู้แต่งตั้ง และผู้ใดเป็นผู้เสียหาย การทำแผนผังบุคคลก่อนช่วยป้องกันตั้งกรรมการผิดอำนาจ. บุคคลภายนอกที่ได้รับเชิญเป็นกรรมการเฉพาะกิจของรัฐอาจอยู่ในนิยามเจ้าหน้าที่สำหรับการปฏิบัติงานนั้น แม้ไม่ใช่ข้าราชการประจำ จึงไม่อาจสรุปทันทีว่าเป็นเอกชนทั่วไปเพียงเพราะไม่มีเลขตำแหน่ง

ประเด็นชอบเปลี่ยนป้ายชื่อ เช่น “ที่ปรึกษา” หรือ “ผู้ช่วยชั่วคราว” แล้วถามว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือไม่ ข้อสรุปต้องกลับไปดูการแต่งตั้งหรือคำสั่งให้ปฏิบัติงานแก่รัฐ มิใช่ตัดสินจากชื่อเรียกอย่างเดียว. หากผู้กระทำเป็นกรรมการชั่วคราวที่กระทรวงแต่งตั้ง แต่รับค่าตอบแทนเป็นครั้งคราว ข้อเท็จจริงใดชี้ว่าอยู่ในนิยามเจ้าหน้าที่? ข้อ 4 ให้นิยามความเสียหายว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ ข้อยกเว้นนี้เป็นขอบเขตของกระบวนการตามระเบียบ ไม่ได้แปลว่าคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบจะไม่มีทางเยียวยาตามกฎหมายอื่น. เหตุผลของการแยกคือข้อพิพาทจากคำสั่งหรือกฎมีกลไกตรวจสอบความชอบ เพิกถอน และเยียวยาทางปกครองเฉพาะ ส่วนระเบียบนี้มุ่งสอบข้อเท็จจริงการกระทำละเมิดและจัดการความรับผิดทางทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่

ตอนรับแจ้งต้องจำแนกต้นเหตุให้ชัดว่าเสียหายจากการกระทำทางกายภาพ การละเว้น การใช้ทรัพย์ หรือจากเนื้อหาของคำสั่ง/กฎ หากมีหลายเหตุปนกันให้แยกประเด็น ไม่ปัดแฟ้มทั้งหมดเพราะพบคำสั่งอยู่ในเหตุการณ์. คำสั่งอนุญาตผิดพลาดทำให้ผู้รับเสียประโยชน์เป็นประเด็นคำสั่ง แต่เจ้าหน้าที่ขับรถไปส่งคำสั่งแล้วชนทรัพย์ของประชาชนเป็นการกระทำละเมิดอีกเหตุหนึ่ง เหตุหลังยังเข้าสู่ระเบียบได้แม้อยู่ในเรื่องเดียวกัน. ความผิดพลาดที่พบบ่อยคืออ่านคำว่าไม่รวมแล้วสรุปว่ารัฐไม่ต้องรับผิดทุกกรณี คำที่ถูกต้องกว่าคือไม่อยู่ในนิยามเฉพาะของระเบียบนี้ และต้องพิจารณาช่องทางกฎหมายที่ตรงกับคำสั่งหรือกฎต่อไป. กรณีหนึ่งมีทั้งคำสั่งทางปกครองและการทำทรัพย์เสียหาย จะเขียนประเด็นแยกอย่างไรเพื่อไม่ทิ้งสิทธิของผู้เสียหาย?

หัวข้อ 2

คำถามชี้ขาด: การกระทำเกิด “ในการปฏิบัติหน้าที่” หรืออยู่นอกหน้าที่

การจำแนกว่ากระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่เป็นจุดเปลี่ยนของทั้งสำนวน หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่และบุคคลภายนอกเสียหาย หน่วยงานเป็นคู่รับผิดภายนอกก่อน แล้วจึงพิจารณาไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ภายหลังตามเงื่อนไขของพระราชบัญญัติ หากอยู่นอกหน้าที่ เจ้าหน้าที่รับผิดต่อผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมายแพ่ง. ไม่ควรใช้เพียงเวลาราชการ สถานที่ราชการ หรือการใช้ทรัพย์ราชการตัดสิน ต้องดูว่าการกระทำนั้นเชื่อมกับภารกิจ คำสั่ง และวัตถุประสงค์ราชการเพียงใด รวมถึงเจ้าหน้าที่กำลังทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือออกไปทำกิจส่วนตัวที่ตัดขาดจากหน้าที่

แฟ้มควรมีคำสั่งมอบหมาย ตารางเดินทาง บันทึกการใช้รถ พิกัด เวลา วัตถุประสงค์ และคำให้การผู้เกี่ยวข้อง แล้วเขียนข้อเท็จจริงที่สนับสนุนทั้งสองทางก่อนลงข้อยุติ ไม่ใช้ประโยคสรุปสั้น ๆ ว่า “เกิดในเวลางานจึงเป็นหน้าที่”. พนักงานขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อทำธุระส่วนตัวแล้วชนคน ระยะและเหตุของการเบี่ยงเส้นทางอาจทำให้เป็นการกระทำนอกหน้าที่ แต่ถ้าเพียงแวะเติมน้ำมันเพื่อเดินทางราชการ ความเชื่อมโยงกับหน้าที่ยังมีอยู่ ต้องชั่งพฤติการณ์จริง. จึงต้องแยกคำว่า “ฝ่าฝืนระเบียบ” กับ “นอกหน้าที่” การทำงานตามภารกิจแต่ประมาทหรือทำผิดวิธีอาจยังเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เพียงมีผลต่อระดับความผิดและการไล่เบี้ย

ข้อเท็จจริงห้าประเภทใดช่วยพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับหน้าที่ และเหตุใดการฝ่าฝืนระเบียบไม่ทำให้กลายเป็นเรื่องส่วนตัวโดยอัตโนมัติ? เมื่อเจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายเรียกจากหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด ไม่เรียกเจ้าหน้าที่เป็นจำเลยในชั้นนั้น ส่วนความรับผิดของเจ้าหน้าที่ต่อหน่วยงานเป็นเรื่องไล่เบี้ยภายในที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง. การไล่เบี้ยมิใช่เกิดทุกครั้งที่หน่วยงานจ่ายเงิน หลักกฎหมายจำกัดไว้ที่เจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และจำนวนที่เรียกต้องคำนึงถึงความร้ายแรง ความเป็นธรรม ความบกพร่องของระบบหรือหน่วยงาน และส่วนแห่งความผิดของผู้เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการจึงต้องแยกหัวข้อรายงานเป็นความรับผิดของหน่วยงานต่อผู้เสียหาย ความสัมพันธ์กับหน้าที่ การกระทำของเจ้าหน้าที่ ระดับเจตนาหรือประมาท และจำนวนที่เหมาะจะไล่เบี้ย ห้ามเอายอดที่รัฐจ่ายมาเป็นยอดที่เจ้าหน้าที่ต้องคืนโดยอัตโนมัติ. รถราชการชนเพราะเบรกชำรุดจากระบบซ่อมบำรุงที่หน่วยงานละเลย แม้คนขับมีส่วนประมาท การเรียกคืนเต็มจำนวนอาจไม่เป็นธรรม ต้องหักส่วนความบกพร่องของระบบและพิจารณาระดับพฤติการณ์ของคนขับ. ข้อควรระวังคือใช้คำว่า “ผู้ก่อความเสียหายต้องจ่ายทั้งหมด” ซึ่งขัดกับระบบความรับผิดของเจ้าหน้าที่ และอีกด้านคือคิดว่าการทำในหน้าที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดภายในเลย ทั้งสองข้อสรุปสุดโต่งเกินไป. หลังหน่วยงานชดใช้บุคคลภายนอกแล้ว ต้องตอบคำถามใดบ้างก่อนกำหนดยอดไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่?

เมื่อเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาโดยไม่ชักช้า และให้รายงานตามลำดับชั้นถึงหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ การรายงานเป็นจุดเริ่มคุ้มครองหลักฐานและอายุความ ไม่ใช่การตัดสินว่าผู้รายงานเป็นผู้รับผิด. คำว่าเกี่ยวข้องกว้างกว่าผู้ถูกกล่าวหา ผู้ควบคุมทรัพย์ ผู้พบเหตุ ผู้ตรวจรับ หรือผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์อาจต้องแจ้งเช่นกัน เพราะการรอให้รู้ตัวคนผิดแน่นอนก่อนทำให้ภาพถ่าย กล้อง วัตถุ และพยานสูญหาย. รายงานแรกควรบอกวันเวลา สถานที่ ทรัพย์หรือเงินที่เสียหาย ผู้พบเหตุ การควบคุมพื้นที่ มูลค่าเบื้องต้น เอกสารที่รักษาไว้ และความเสี่ยงเร่งด่วน พร้อมระบุชัดว่ายังเป็นข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช้ถ้อยคำลงโทษล่วงหน้า

คลังพัสดุพบของขาดตอนตรวจนับ แม้ยังไม่รู้ว่าเป็นการลัก เอาไปใช้ผิดที่ หรือบันทึกบัญชีผิด ผู้เกี่ยวข้องต้องรีบรายงานและรักษาระบบกล้องกับเอกสารรับจ่าย ไม่ควรรอปิดงวดบัญชีถัดไป. การรายงานช้าไม่ได้พิสูจน์ความรับผิดละเมิดโดยตัวมันเอง แต่เป็นข้อเท็จจริงด้านการควบคุมและอาจทำให้หน่วยงานเสียสิทธิ จึงต้องบันทึกเหตุแห่งความล่าช้าและแก้การเก็บพยานทันที. ถ้ายังไม่ทราบตัวผู้กระทำ เจ้าหน้าที่ควรรายงานอะไรได้บ้าง และเหตุใดการรายงานจึงไม่เท่ากับกล่าวโทษบุคคล? เมื่อหน่วยงานเสียหายและหัวหน้าหน่วยงานมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้น ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโดยไม่ชักช้า เพื่อเสนอว่ามีผู้รับผิดหรือไม่ ใคร และต้องชดใช้เท่าใด

มาตรฐาน “เหตุอันควรเชื่อ” เป็นจุดเริ่มสอบ ไม่ต้องถึงขั้นพิสูจน์เสร็จ หากบังคับให้มีหลักฐานครบก่อนแต่งตั้งก็จะวนกลับ เพราะคณะกรรมการมีไว้รวบรวมหลักฐานให้ครบ แต่ข่าวลือไร้ที่มาก็ยังไม่พอ ควรมีข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ตรวจได้. คำสั่งแต่งตั้งควรระบุเหตุและทรัพย์ที่เสียหาย กรอบประเด็น รายชื่อประธานและกรรมการ กำหนดเวลาแล้วเสร็จ ผู้สนับสนุนเอกสาร และหน้าที่รักษาหลักฐาน โดยไม่ล็อกผลล่วงหน้าว่าผู้ใดต้องรับผิด. รถราชการชนและรายงานตำรวจระบุผู้ขับกับสภาพเหตุ นี่เป็นเหตุพอเริ่มสอบ แม้ราคาซ่อมสุดท้ายยังไม่ออก คณะกรรมการจึงรวบรวมใบประเมินและพยานเพิ่มภายหลังได้. การตั้งคณะทำงานตรวจสอบทั่วไปไม่แทนคณะกรรมการตามข้อ 8 หากจะใช้ผลเดิมต้องตรวจว่าได้อำนาจ องค์ประกอบ สิทธิชี้แจง และประเด็นความรับผิดครบหรือไม่ มิฉะนั้นควรตั้งให้ถูกต้อง

ข้อมูลขั้นต่ำใดทำให้เกิดเหตุอันควรเชื่อ และสิ่งใดควรอยู่ในคำสั่งแต่งตั้งเพื่อให้สำนวนเดินได้โดยไม่ชี้ธง?

อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน
เนื้อหาฉบับเต็มต้นฉบับจาก dsi.go.thเปิดต้นฉบับ

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต