สารบัญ6 หัวข้อหลัก
บทที่ 1 รากฐานและขอบเขตของความรับผิดทางละเมิด
ระเบียบนี้เกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนวิธีจัดการความเสียหายจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับระบบความรับผิดทางละเมิดที่แยกการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ออกจากการกระทำส่วนตัว หากความเสียหายเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐเป็นผู้รับภาระเยียวยาผู้เสียหายในชั้นแรก แล้วจึงพิจารณาภายในภายหลังว่าเจ้าหน้าที่ต้องชดใช้คืนหรือไม่ หลักคิดดังกล่าวช่วยไม่ให้การทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะถูกกดดันด้วยความรับผิดส่วนตัวทุกกรณี แต่ก็ยังคงกลไกเรียกคืนเมื่อพฤติการณ์ถึงระดับจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (มักออกสอบ)
สามชั้นของการจำแนกเหตุ
เหตุเดียวกันต้องผ่านการจำแนกตามลำดับ เพื่อไม่ให้ความรับผิดของรัฐกับความรับผิดส่วนตัวปะปนกัน
- 1ใครได้รับความเสียหายหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลภายนอก เป็นตัวเลือกสาขากระบวนการเริ่มต้น
- 2เกิดจากการกระทำชนิดใดแยกการละเมิดออกจากความเสียหายที่เกิดจากคำสั่งหรือกฎ
- 3เกี่ยวเนื่องกับหน้าที่หรือไม่ถ้าเกี่ยวกับหน้าที่ รัฐรับภาระภายนอกก่อนแล้วจึงพิจารณาไล่เบี้ย; ถ้าไม่เกี่ยว เจ้าหน้าที่รับผิดส่วนตัว
เส้นแบ่งสำคัญจึงอยู่ที่ความเกี่ยวเนื่องกับหน้าที่ มิใช่อยู่เพียงว่าผู้กระทำมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่หรือไม่ การกระทำที่เกิดขึ้นในการใช้อำนาจ ปฏิบัติงาน หรือดำเนินภารกิจของหน่วยงานจะเข้าสู่ระบบที่หน่วยงานรับผิดก่อน ส่วนการกระทำที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว การวินิจฉัยต้องอาศัยข้อเท็จจริงเรื่องงานที่ได้รับมอบหมาย วัตถุประสงค์ของการกระทำ เวลา สถานที่ และความสัมพันธ์กับภารกิจ ไม่อาจตัดสินจากชื่อบุคคลหรือสถานที่ราชการเพียงอย่างเดียว
คำว่าเจ้าหน้าที่ครอบคลุมข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการหรืออยู่ในฐานะอื่น ตราบเท่าที่ได้รับแต่งตั้งหรือสั่งให้ปฏิบัติงานแก่หน่วยงานของรัฐ ส่วนคณะกรรมการในระเบียบหมายถึงคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และผู้แต่งตั้งคือผู้มีอำนาจตั้งคณะกรรมการนั้น นิยามเหล่านี้ทำหน้าที่กำหนดตัวบุคคลในกระบวนการ ตั้งแต่ผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุ ผู้ตรวจสอบ ไปจนถึงผู้วินิจฉัยสั่งการ
ความเสียหายตามระเบียบหมายถึงความเสียหายจากการละเมิด แต่ไม่รวมความเสียหายที่เกิดจากการออกคำสั่งหรือกฎ การกันเรื่องคำสั่งและกฎออกจากนิยามทำให้ขอบเขตกระบวนการสอบความรับผิดชัดเจนขึ้น เพราะการตรวจสอบความชอบของคำสั่งทางปกครองหรือกฎมีช่องทางและหลักพิจารณาเฉพาะของตน เมื่อพบเหตุเสียหายจึงต้องจำแนกลักษณะการกระทำก่อนว่าเป็นการละเมิดที่เข้ากระบวนการนี้ เป็นการใช้อำนาจออกคำสั่งหรือกฎ หรือเป็นการกระทำส่วนตัวของเจ้าหน้าที่
ขอบเขตคำว่าหน่วยงานของรัฐมิได้เหมือนกันทุกช่วงของระเบียบ สำหรับกรณีหน่วยงานเป็นผู้เสียหาย คำนี้ครอบคลุมส่วนราชการระดับกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งโดยกฎหมาย และหน่วยงานอื่นของรัฐตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิด แต่ในกระบวนการที่บุคคลภายนอกเป็นผู้เสียหาย นิยามเฉพาะหมวดจำกัดอยู่ที่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการฐานะกรม และราชการส่วนภูมิภาค การอ่านเรื่องใดจึงต้องเริ่มจากรู้ว่าใครเสียหายและนิยามชุดใดกำลังทำงาน ความแตกต่างนี้ยังมีผลต่อการนำหลักผ่อนผัน การประนีประนอม และการดำเนินการเฉพาะของท้องถิ่นหรือรัฐวิสาหกิจมาใช้ จึงต้องตรวจฐานะหน่วยงานควบคู่กับสถานะของผู้เสียหายเสมอ
บทที่ 2 จากการรายงานเหตุถึงผู้มีอำนาจแต่งตั้ง
เมื่อความเสียหายเกิดแก่หน่วยงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาโดยไม่ชักช้าและรายงานตามลำดับชั้นถึงหัวหน้าหน่วยงาน การรายงานมิใช่ข้อยุติว่าใครผิด แต่เป็นการรักษาพยานหลักฐาน เปิดทางให้ผู้มีอำนาจประเมินเหตุอันควรเชื่อ และป้องกันความล่าช้าที่อาจกระทบอายุความ หากหัวหน้าหน่วยงานมีเหตุอันควรเชื่อว่าความเสียหายเกิดจากเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง เสนอผู้ต้องรับผิด และเสนอจำนวนค่าสินไหมทดแทน โดยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จไว้ตั้งแต่คำสั่งแต่งตั้ง
- 1พบความเสียหายและรักษาข้อเท็จจริงเบื้องต้น พร้อมรายงานตามลำดับชั้นโดยไม่ชักช้า
- 2จำแนกว่าเป็นเหตุภายในหน่วยงาน ข้ามหน่วยงาน หลายหน่วยงาน หรือเกี่ยวข้องกับหัวหน้าหน่วยงาน
- 3กำหนดผู้มีอำนาจแต่งตั้งคนเดียวหรือร่วมกัน และเลือกกรรมการไม่เกินห้าคนตามความเหมาะสม
- 4ระบุกรอบเวลาสอบให้ชัด และรายงานการตั้งหรือไม่ตั้งต่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแล
- 5ผู้กำกับตรวจความถูกต้อง สั่งแก้ หรือใช้อำนาจแต่งตั้งแทนเมื่อเงื่อนไขตามระเบียบเกิดขึ้น
คณะกรรมการมีจำนวนไม่เกินห้าคน จะแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เสียหายหรือจากหน่วยงานอื่นตามความเหมาะสมก็ได้ กระทรวงการคลังอาจกำหนดตามมูลค่าความเสียหายว่าต้องมีผู้แทนของหน่วยงานใดเข้าร่วม หลักเรื่ององค์ประกอบจึงมุ่งให้คณะทำงานมีขนาดควบคุมได้และมีความรู้ที่จำเป็นต่อเรื่อง การเลือกกรรมการต้องคำนึงถึงความเป็นกลาง ความเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐาน และความสามารถตรวจทั้งข้อเท็จจริงกับผลทางการเงิน เพราะความเห็นของคณะกรรมการจะเป็นฐานให้ผู้แต่งตั้งตัดสินใจในขั้นถัดไป คำสั่งแต่งตั้งจึงต้องทำให้รู้ทั้งตัวกรรมการ ขอบเขตเหตุที่สอบ และกำหนดเวลา มิใช่เพียงระบุชื่อคณะบุคคลอย่างกว้าง ๆ
หากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานหนึ่งทำให้หน่วยงานอีกแห่งเสียหาย เจ้าหน้าที่ต้องรายงานไปตามสายบังคับบัญชาของตน ส่วนผู้มีอำนาจแต่งตั้งเป็นการร่วมกันระหว่างหัวหน้าหน่วยงานที่เสียหายกับหัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัด กรณีเจ้าหน้าที่เป็นรัฐมนตรี ให้แจ้งนายกรัฐมนตรี กรณีเป็นกรรมการที่ตั้งขึ้นทำงานในหน่วยงานใด ให้แจ้งหัวหน้าหน่วยงานนั้น ผู้ไม่สังกัดหน่วยงานให้แจ้งกระทรวงการคลัง และผู้ไม่มีผู้บังคับบัญชาให้แจ้งผู้กำกับดูแล ผู้แต่งตั้ง หรือผู้สั่งให้ปฏิบัติงานตามฐานะของบุคคลนั้น
ถ้าเหตุเดียวกระทบหลายหน่วยงาน หรือเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน บรรดาผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันแต่งตั้งคณะกรรมการ วิธีนี้รวมข้อเท็จจริงไว้ในสำนวนเดียว ลดความขัดแย้งจากการสอบซ้ำ และช่วยให้แบ่งความรับผิดบนฐานพยานชุดเดียวกัน หากภายหลังผู้แต่งตั้งร่วมกันวินิจฉัยไม่ตรงกัน ทุกความเห็นยังต้องถูกส่งเข้าสู่การตรวจสอบ ไม่ใช่เลือกเสนอเฉพาะความเห็นที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งต้องการ กระบวนการจึงออกแบบให้ความแตกต่างปรากฏและมีผู้ชี้ขาดในระดับที่เหมาะสม
อำนาจแต่งตั้งอยู่ภายใต้การตรวจสอบของผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแล ทั้งการตั้งคณะกรรมการและการเห็นว่าไม่มีเหตุให้ตั้งต้องถูกรายงาน หากการตัดสินใจไม่ถูกต้อง ผู้กำกับย่อมสั่งให้แก้ไข และเมื่อไม่แก้ภายในเวลาอันสมควรสามารถตั้งหรือเปลี่ยนกรรมการแทนได้ ยิ่งกว่านั้น หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าหัวหน้าหน่วยงานเองทำให้เกิดหรือมีส่วนทำให้เกิดความเสียหาย อำนาจตั้งคณะกรรมการจะเลื่อนไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแล หลักนี้ตัดปัญหาการตรวจสอบตนเองและรักษาความน่าเชื่อถือของสำนวน
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต