สารบัญ7 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 ระเบียบรัฐธรรมนูญ อำนาจอธิปไตย และสถาบันพระมหากษัตริย์
- 2.บทที่ 2 สิทธิ หน้าที่ของประชาชน และพันธกิจของรัฐ
- 3.บทที่ 3 รัฐสภา การเลือกตั้ง และกระบวนการตรากฎหมาย
- 4.บทที่ 4 คณะรัฐมนตรี ความรับผิดทางการเมือง และผลประโยชน์ขัดกัน
- 5.บทที่ 5 ศาล ความเป็นอิสระ และการวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ
- 6.บทที่ 6 องค์กรอิสระ อัยการ และการปกครองท้องถิ่น
- 7.บทที่ 7 การแก้ไข การปฏิรูป และบทเฉพาะกาล
บทที่ 1 ระเบียบรัฐธรรมนูญ อำนาจอธิปไตย และสถาบันพระมหากษัตริย์
รัฐธรรมนูญวางระเบียบพื้นฐานของประเทศจากหลักว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การแบ่งหน้าที่เช่นนี้ไม่ได้ทำให้อำนาจแต่ละฝ่ายขาดจากกัน แต่ทำให้การใช้อำนาจสาธารณะมีที่มา ขอบเขต และผู้รับผิดชอบซึ่งตรวจสอบได้ ทุกสถาบันของรัฐจึงต้องปฏิบัติภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและความผาสุกของประชาชน มิใช่ใช้อำนาจตามความสะดวกขององค์กรหรือบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง
ฐานะของรัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดทำให้กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือการกระทำใดที่ขัดหรือแย้งย่อมใช้บังคับไม่ได้ หลักนี้เป็นแกนเชื่อมสิทธิของประชาชนกับโครงสร้างสถาบัน เพราะสิทธิจะได้รับความคุ้มครองจริงก็ต่อเมื่อการออกกฎหมาย การบริหาร และการวินิจฉัยคดีถูกควบคุมด้วยมาตรฐานเดียวกัน หากเกิดกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติเขียนไว้โดยตรง การวินิจฉัยต้องอาศัยประเพณีการปกครองของไทยในระบอบเดียวกัน มิใช่ถือว่าช่องว่างเปิดทางให้องค์กรใดใช้อำนาจได้โดยไร้ขอบเขต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคจึงเป็นทั้งคุณค่าพื้นฐานและเกณฑ์ตรวจความชอบของการใช้อำนาจรัฐ
องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะและผู้ใดจะละเมิดมิได้ ทรงเป็นพุทธมามกะ อัครศาสนูปถัมภก และจอมทัพไทย พระราชอำนาจในกิจการของรัฐดำเนินอยู่ภายในแบบแผนรัฐธรรมนูญ เช่น การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง การตรากฎหมาย พระราชกฤษฎีกา และพระราชกำหนด ตลอดจนการประกาศสงครามหรือทำหนังสือสัญญาบางประเภท โดยกิจการเกี่ยวกับราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่รัฐธรรมนูญกำหนดเป็นอย่างอื่น กลไกรับสนองทำให้ความรับผิดทางการเมืองและกฎหมายอยู่กับองค์กรผู้ถวายคำแนะนำหรือผู้ใช้อำนาจในทางบริหาร ขณะเดียวกันยังคงรูปแบบของประมุขแห่งรัฐตามระบอบที่รัฐธรรมนูญรับรอง
คณะองคมนตรีประกอบด้วยประธานหนึ่งคนและองคมนตรีอื่นไม่เกินสิบแปดคน มีหน้าที่ถวายความเห็นในพระราชกรณียกิจที่ทรงปรึกษาและทำหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ องคมนตรีต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ งานรัฐวิสาหกิจ หรือหน้าที่ในพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคใด ข้อห้ามนี้รักษาความเป็นกลางของสถาบันที่ถวายคำปรึกษา ในกรณีพระมหากษัตริย์ไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่อาจทรงบริหารพระราชภาระ อาจมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และรัฐธรรมนูญกำหนดลำดับรองรับไว้หากยังไม่มีผู้ได้รับแต่งตั้ง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของประมุขแห่งรัฐดำเนินต่อเนื่องโดยไม่เกิดช่องว่าง
การสืบราชสมบัติเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยมีกระบวนการของคณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี และรัฐสภารองรับตามแต่กรณี ในช่วงที่ราชบัลลังก์ว่างและยังไม่มีประกาศอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ รัฐธรรมนูญกำหนดผู้ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไว้ชัดเจน โครงสร้างทั้งหมดสะท้อนหลักความต่อเนื่องของรัฐ กล่าวคือ แม้บุคคลหรือตำแหน่งบางส่วนยังไม่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ ระบบต้องมีผู้รับหน้าที่ตามลำดับและต้องแจ้งต่อองค์กรผู้แทนปวงชนตามวิธีที่กำหนด เมื่ออ่านบททั่วไป พระมหากษัตริย์ องคมนตรี ผู้สำเร็จราชการ และการสืบราชสมบัติร่วมกัน จึงเห็นทั้งหลักประมุขของรัฐและระบบความรับผิดที่ทำให้ราชการแผ่นดินเดินต่อได้ภายใต้กฎหมายสูงสุด
บทที่ 2 สิทธิ หน้าที่ของประชาชน และพันธกิจของรัฐ
การคุ้มครองสิทธิเริ่มจากหลักว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการใดได้ตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมิได้ห้าม และการใช้สิทธินั้นไม่กระทบความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือสิทธิของบุคคลอื่น แม้สิทธิใดไม่ได้เขียนชื่อไว้โดยตรง บุคคลก็ยังใช้สิทธินั้นและได้รับความคุ้มครองได้ การจำกัดสิทธิต้องอาศัยกฎหมาย ไม่ขัดหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระเกินสมควรแก่เหตุ และไม่กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องระบุเหตุผลและความจำเป็น หลักดังกล่าวเปลี่ยนจุดตั้งต้นจากการรอให้รัฐอนุญาต มาเป็นการรับรองเสรีภาพก่อน แล้วให้รัฐพิสูจน์เหตุจำเป็นเมื่อจะจำกัด
สิทธิส่วนบุคคลครอบคลุมชีวิตและร่างกาย การไม่ถูกทรมานหรือรับโทษโหดร้าย ความเป็นส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ครอบครัว เคหสถาน การสื่อสาร การถือและปฏิบัติศาสนา การเดินทาง และการเลือกถิ่นที่อยู่ สิทธิในกระบวนการยุติธรรมยืนยันข้อสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ห้ามบังคับให้บุคคลให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง และต้องไม่ควบคุมตัวเกินความจำเป็น เสรีภาพด้านการแสดงความคิดเห็น สื่อ วิชาการ การชุมนุมโดยสงบ การรวมกลุ่ม และการจัดตั้งพรรคการเมืองเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตย แต่การใช้เสรีภาพแต่ละด้านยังต้องเคารพสิทธิของผู้อื่นและเงื่อนไขจำเป็นที่กฎหมายกำหนด
สิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมเชื่อมชีวิตส่วนตัวกับทรัพยากรสาธารณะ บุคคลมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก มีเสรีภาพประกอบอาชีพ และมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ยากไร้มีหลักประกันการรับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะที่มารดาในช่วงก่อนและหลังคลอด ผู้สูงอายุซึ่งไม่มีรายได้เพียงพอ และผู้ยากไร้ได้รับการคุ้มครองหรือช่วยเหลือ สิทธิของชุมชนครอบคลุมการอนุรักษ์ภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล การเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐ และการจัดระบบสวัสดิการชุมชน นอกจากนี้ บุคคลมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ ร้องทุกข์ และฟ้องหน่วยงานของรัฐเมื่อการกระทำหรือละเว้นของเจ้าหน้าที่ก่อความเสียหาย
เสรีภาพไม่แยกขาดจากความรับผิดของพลเมือง หน้าที่ของบุคคลรวมถึงการพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และระบอบการปกครอง ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์และสาธารณสมบัติ ปฏิบัติตามกฎหมาย เข้ารับการศึกษาภาคบังคับ รับราชการทหารตามกฎหมาย เคารพสิทธิของผู้อื่น ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือออกเสียงประชามติอย่างอิสระ ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมรดกทางวัฒนธรรม เสียภาษี และไม่ร่วมมือกับการทุจริต หน้าที่เหล่านี้ทำให้การเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยมีความหมายมากกว่าการเรียกร้องสิทธิ เพราะประชาชนต้องช่วยรักษาเงื่อนไขส่วนรวมซึ่งทำให้ทุกคนใช้สิทธิร่วมกันได้โดยไม่ทำลายกัน
หน้าที่ของรัฐเป็นพันธกรณีที่มุ่งให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง ประชาชนและชุมชนจึงติดตาม เร่งรัด หรือฟ้องร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เนื้อหาครอบคลุมความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย การศึกษาสิบสองปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การดูแลเด็กเล็ก สาธารณสุข สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม การรับฟังผู้ได้รับผลกระทบ การเปิดเผยข้อมูล คลื่นความถี่ การคุ้มครองผู้บริโภค วินัยการเงินการคลัง และการต่อต้านทุจริต ส่วนแนวนโยบายแห่งรัฐเป็นกรอบให้รัฐตรากฎหมายและบริหารงานในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ศาสนา กระบวนการยุติธรรม วิทยาศาสตร์ ครอบครัว เศรษฐกิจ การเกษตร และการบริหารราชการ เมื่อนำสิทธิ หน้าที่ของประชาชน หน้าที่ของรัฐ และแนวนโยบายมาเชื่อมกัน จะเห็นลำดับจากคุณค่าที่คุ้มครอง ไปสู่ผู้รับผิดชอบและแนวทางดำเนินงานของประเทศ
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต