สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 จากการประสานอาณาจักรกับศาสนจักรสู่สำนักงานเฉพาะด้าน
- 2.บทที่ 2 ฐานะของสำนักงานและขอบอำนาจเก้าด้าน
- 3.บทที่ 3 วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์
- 4.บทที่ 4 ยุทธศาสตร์ BUDDHA และค่านิยมที่กำกับวิธีทำงาน
- 5.บทที่ 5 โครงสร้างส่วนกลาง กลุ่มงานขึ้นตรง และสำนักงานจังหวัด
- 6.บทที่ 6 วงจรปฏิบัติงานจากกฎหมายและนโยบายสู่บริการประชาชน
บทที่ 1 จากการประสานอาณาจักรกับศาสนจักรสู่สำนักงานเฉพาะด้าน
พระพุทธศาสนาผูกพันกับวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม การศึกษา และความสามัคคีของสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน หลักธรรมและสถาบันทางพระพุทธศาสนาจึงมีบทบาททั้งต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ อย่างไรก็ดี การบริหารกิจการพระศาสนาเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ ส่วนรัฐมีหน้าที่ด้านกฎหมาย การบริหารราชการ ทรัพย์สิน การศึกษา การสนับสนุน และบริการสาธารณะ ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายจึงมิใช่การรวมอำนาจไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการประสานระหว่างอาณาจักรกับศาสนจักรให้ภารกิจดำเนินไปอย่างเหมาะสม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงต้องเข้าใจทั้งระบบราชการและบริบทคณะสงฆ์ พร้อมรักษาขอบเขตของบทบาทแต่ละฝ่าย
พัฒนาการของหน่วยงานรัฐด้านศาสนาเปลี่ยนไปตามโครงสร้างการปกครองของแต่ละยุค สมัยสุโขทัยและอยุธยามีราชบัณฑิตกับหมื่นราชสังฆการีรับภารกิจที่เกี่ยวข้อง ต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีกรมธรรมการ กรมสังฆการี และกรมราชบัณฑิต ต่อมาเมื่อระบบราชการสมัยใหม่ขยายตัว งานศาสนา การศึกษา และการดูแลพระอารามถูกจัดวางใหม่หลายครั้ง ชื่อกระทรวงและกรมเปลี่ยนตามการปรับภารกิจ แต่แก่นที่ต่อเนื่องคือรัฐต้องมีกลไกรับผิดชอบงานสนับสนุนพระศาสนา งานดังกล่าวมักเชื่อมการปกครองคณะสงฆ์กับการศึกษาและการทำนุบำรุงวัด จึงสะท้อนว่าพระพุทธศาสนาในทางบริหารมีทั้งมิติบุคคล องค์กร สถานที่ ทรัพย์สิน และองค์ความรู้ประกอบกัน
ในช่วงต้นของระบบราชการร่วมสมัย กรมธรรมการและกรมสังฆการีถูกจัดวางอยู่กับงานการศึกษาและงานพระราชสำนักสลับกันตามเหตุผลของแต่ละสมัย ต่อมาชื่อกระทรวงธรรมการเปลี่ยนเป็นกระทรวงศึกษาธิการ และกรมธรรมการเปลี่ยนเป็นกรมการศาสนา การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่างานศาสนาไม่ใช่งานพิธีการเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวพันกับนโยบายการศึกษา การอบรมคุณธรรม การบริหารวัด และการประสานกับคณะสงฆ์ เมื่อภารกิจของรัฐซับซ้อนขึ้น การมีหน่วยงานที่จำแนกเจ้าภาพชัดเจนยิ่งมีความสำคัญ เพราะเรื่องหนึ่งอาจต้องใช้ทั้งกฎหมายคณะสงฆ์ ระเบียบราชการ งบประมาณ และความรู้เฉพาะทางพระพุทธศาสนาในการดำเนินการ
การปรับส่วนราชการเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 แยกกรมการศาสนาเดิมออกเป็นสองหน่วยงาน ได้แก่ กรมการศาสนาในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี การแยกนี้ทำให้ภารกิจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนามีองค์กรรับผิดชอบเฉพาะ สามารถสนองงานคณะสงฆ์ ประสานนโยบายของรัฐ ดูแลการศึกษาสงฆ์ การเผยแผ่ ศาสนสถาน ศาสนสมบัติ และพุทธมณฑลภายใต้โครงสร้างเดียวกัน ฐานะที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรียังสะท้อนลักษณะงานที่เชื่อมหลายกระทรวงและต้องวางตัวเป็นกลไกกลางระหว่างฝ่ายบริหาร คณะสงฆ์ หน่วยงานส่วนกลาง จังหวัด วัด และประชาชน
การเข้าใจประวัติจึงไม่ใช่การจำรายชื่อกรมตามลำดับปีเท่านั้น แต่ช่วยอธิบายธรรมชาติของสำนักงานในปัจจุบัน สำนักงานมิใช่องค์กรทางคณะสงฆ์ และมิใช่ผู้กำหนดหลักธรรม หากเป็นส่วนราชการที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย สนองงาน ประสาน สนับสนุน คุ้มครอง และจัดบริการในเรื่องที่รัฐรับผิดชอบ ภารกิจของคณะสงฆ์ยังดำเนินตามโครงสร้างและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สำนักงานทำให้การติดต่อกับรัฐมีเจ้าภาพ งบประมาณ ข้อมูล บุคลากร และช่องทางปฏิบัติ เมื่อเห็นเส้นแบ่งและจุดเชื่อมนี้ จะเข้าใจได้ว่าคำว่า “สนองงานคณะสงฆ์” ต้องทำคู่กับความรับผิดชอบต่อกฎหมายและประชาชน ไม่ใช่การโอนการบริหารคณะสงฆ์มาเป็นงานราชการทั้งหมด
บทที่ 2 ฐานะของสำนักงานและขอบอำนาจเก้าด้าน
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ภารกิจจึงต้องดำเนินในรูปของการบริหารราชการที่มีฐานอำนาจ ผู้รับผิดชอบ และหลักฐานตรวจสอบได้ ขอบอำนาจที่ประกาศไว้มีเก้าด้าน แต่สามารถมองเป็นระบบเดียวที่เริ่มจากการปฏิบัติตามกฎหมายและการสนองงานคณะสงฆ์ แล้วขยายไปสู่การคุ้มครอง การศึกษา การเผยแผ่ การดูแลสถานที่กับทรัพย์สิน และงานตามที่ได้รับมอบหมาย การแยกเป็นด้านช่วยระบุเจ้าภาพและเครื่องมือ ส่วนการมองเป็นระบบช่วยไม่ให้หน่วยงานทำงานแบบตัดตอน ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนการศึกษาสงฆ์ย่อมสัมพันธ์กับผู้ปกครองคณะสงฆ์ วัด งบประมาณ ผู้เรียน หลักสูตร และการเผยแผ่หลังสำเร็จการศึกษา
กลุ่มแรกคือการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ กฎหมายเกี่ยวกับวิทยฐานะของผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา และกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง งานนี้ทำให้สำนักงานเป็นกลไกทางปกครองที่แปลงบทบัญญัติและมติที่อยู่ในขอบอำนาจไปสู่การปฏิบัติ เอกสาร คำขอ การรับรอง การประสาน และการติดตามต้องอ้างอิงกติกาที่ตรงเรื่อง ไม่ใช่ใช้ความเคยชินแทนกฎหมาย กลุ่มที่สองคือการรับสนอง ประสาน และถวายการสนับสนุนกิจการกับการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งต้องรักษาทั้งความถูกต้องของระบบราชการและความเหมาะสมต่อโครงสร้างคณะสงฆ์ การสนองงานจึงเป็นการอำนวยให้ภารกิจตามอำนาจของคณะสงฆ์ดำเนินได้ มิใช่การวินิจฉัยแทนผู้มีอำนาจฝ่ายคณะสงฆ์
กลุ่มคุ้มครองกับทำนุบำรุงประกอบด้วยการเสนอแนวทางกำหนดนโยบายและมาตรการคุ้มครองพระพุทธศาสนา การส่งเสริม ดูแล รักษา และทำนุบำรุงศาสนสถานกับศาสนวัตถุ ตลอดจนการดูแลรักษาและจัดการวัดร้างกับศาสนสมบัติกลาง เรื่องเหล่านี้มีทั้งมิติศาสนา กฎหมาย ทรัพย์สิน สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ ชุมชน และประโยชน์สาธารณะ การดำเนินงานจึงต้องแยกสถานะของทรัพย์และผู้มีอำนาจให้ชัด ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเกินขอบอำนาจของสำนักงาน เป้าหมายไม่ใช่เพียงรักษาวัตถุให้อยู่ครบ แต่ต้องทำให้ศาสนสถานและศาสนสมบัติได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและยังคงเกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนากับสังคม
กลุ่มพัฒนาคนและเผยแผ่ครอบคลุมการทำนุบำรุงพุทธศาสนศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม รวมทั้งสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ งานการศึกษาสงฆ์สร้างศาสนทายาทและบุคลากรที่มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา ส่วนการเผยแผ่นำความรู้ไปถึงประชาชนและชุมชน การทำงานสองด้านจึงต้องเชื่อมคุณภาพผู้เรียน ผู้สอน สถาบันการศึกษา เนื้อหา วิธีสื่อสาร และความเปลี่ยนแปลงของสังคม ผู้เผยแผ่ต้องมีความรู้หลักธรรมอย่างลึกซึ้งและเข้าใจบริบทสมัยใหม่ ขณะที่ประชาชนควรเข้าถึงหลักธรรมในรูปแบบที่นำไปพัฒนาชีวิตได้จริง มิใช่เพียงรับรู้กิจกรรมหรือถ้อยคำทางศาสนา
อีกสองด้านคือการพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา และการปฏิบัติงานอื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย พุทธมณฑลจึงมิใช่เพียงพื้นที่กายภาพ แต่เชื่อมกิจกรรม วิชาการ การเผยแผ่ และภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ส่วนอำนาจตามกฎหมายหรือการมอบหมายเปิดให้สำนักงานรับภารกิจที่สัมพันธ์กับบทบาทหลักโดยต้องมีฐานและขอบเขตชัดเจน เมื่อนับรวมทั้งเก้าด้านจะเห็นเส้นทางจากกติกาและการปกครอง ไปสู่คน ความรู้ สถานที่ ทรัพย์สิน และการสื่อสารสู่สังคม ทุกด้านมีผู้รับบริการและความเสี่ยงต่างกัน แต่ใช้เป้าหมายร่วมคือความมั่นคงยั่งยืนของกิจการพระพุทธศาสนาและประโยชน์ของประชาชน
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต