สารบัญ18 หัวข้อหลัก
- 1.บทนำ — ลำดับและชั้นของกรอบที่ใช้พิจารณา
- 2.ข้อ 1: ขอบเขตหน่วยงานของรัฐและคำจำกัดความ
- 3.ข้อ 8: สิทธิการเข้าถึงข้อมูล บุคคล และทรัพย์สิน
- 4.ข้อ 13 (7)–(8): หัวหน้าหน่วยตรวจและผู้สอบบัญชี
- 5.ข้อ 17 (6): กำหนดเวลารายงานและเรื่องเร่งด่วน
- 6.มาตรฐาน 1000: วัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบ
- 7.มาตรฐาน 1200: ความเชี่ยวชาญและความระมัดระวังรอบคอบ
- 8.มาตรฐาน 1320: การรายงานผล QAIP
- 9.มาตรฐาน 2040: นโยบายและวิธีปฏิบัติงาน
- 10.มาตรฐาน 2120: การบริหารความเสี่ยง
- 11.มาตรฐาน 2230: การจัดสรรทรัพยากรระดับงาน
- 12.มาตรฐาน 2400–2410: การสื่อสารและองค์ประกอบรายงาน
- 13.มาตรฐาน 2500: การติดตามผล
- 14.ความสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพโดยไม่กล่าวหาเกินหลักฐาน
- 15.กรณี 5: แผนเลือกแต่งานที่ผู้บริหารร้องขอ
- 16.กรณี 11: มีแต่คำบอกเล่าคนเดียวแต่จะสรุปทุจริต
- 17.กรณี 17: พบข้อผิดพลาดสาระสำคัญหลังส่งรายงาน
- 18.กรณี 23: กระดาษทำการมีข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว
บทนำ — ลำดับและชั้นของกรอบที่ใช้พิจารณา
ชั้นแรกคือหลักเกณฑ์ปฏิบัติข้อ 1–24 ซึ่งกำหนดโครงสร้าง ความสัมพันธ์ของคณะกรรมการตรวจสอบ หัวหน้าหน่วยงาน หน่วยตรวจสอบภายใน และหน่วยรับตรวจ รวมถึงกำหนดเวลาและหน้าที่ที่ต้องทำจริง. ชั้นที่สองคือมาตรฐานการตรวจสอบภายใน รหัส 1000–2600 ซึ่งตอบว่าหน่วยตรวจสอบและผู้ตรวจสอบต้องมีคุณสมบัติอย่างไร และต้องบริหาร วางแผน ปฏิบัติงาน สื่อสาร และติดตามผลอย่างไร. ชั้นที่สามคือจรรยาบรรณ ซึ่งควบคุมความซื่อสัตย์ ความเที่ยงธรรม การรักษาความลับ และความสามารถ ผู้สอบต้องเชื่อมสามชั้นเข้าด้วยกัน เช่น การรับของขวัญเป็นทั้งปัญหาจริยธรรมและข้อจำกัดความเที่ยงธรรม. เมื่อเจอสถานการณ์ ให้ถามตามลำดับว่าใครมีหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ → มาตรฐานรหัสใดควบคุมกระบวนการ → จรรยาบรรณข้อใดควบคุมพฤติกรรม → ต้องเหลือหลักฐานอะไรให้ตรวจย้อนกลับได้
อ่านวิชานี้เป็นสามชั้น ไม่ใช่จำชื่อมาตรฐานลอย ๆ
- 1ระบุผู้มีหน้าที่
- 2เลือกรหัสมาตรฐาน
- 3ตรวจจรรยาบรรณ
- 4กำหนดการแก้และหลักฐาน
หลักเกณฑ์ฉบับฐานออกตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 หนังสือกระทรวงการคลังลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 จึงเป็นกรอบบังคับสำหรับหน่วยงานของรัฐ มิใช่คู่มือสมัครใจ. ข้อความปัจจุบันต้องอ่านประกอบฉบับที่ 2 พ.ศ. 2562 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2564 และฉบับที่ 4 พ.ศ. 2566 โดยฉบับที่ 2–3 ปรับโครงสร้างคณะกรรมการตรวจสอบและหน้าที่หลายส่วน ส่วนฉบับที่ 4 แก้ข้อ 15 เรื่องค่าตอบแทน. ประเด็นอาจยกถ้อยคำจากฉบับเดิม เช่น ให้หน่วยตรวจขึ้นตรงต่อผู้บริหารทุกกรณี หรือค่าตอบแทนเป็นไปตามกฎหมายอย่างเดียว ต้องตรวจว่าเนื้อหานั้นถูกแทนที่แล้วหรือไม่. การตรวจสอบภายในเป็นกิจกรรมให้ความเชื่อมั่นและให้คำปรึกษาอย่างเที่ยงธรรม มีเป้าหมายเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการดำเนินงาน มิใช่หน่วยจับผิดย้อนหลังหรือฝ่ายอนุมัติแทนผู้บริหาร
คุณค่าของงานเกิดจากการประเมินการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมอย่างเป็นระบบ แล้วสื่อสารข้อมูลที่ผู้มีอำนาจใช้ตัดสินใจและแก้สาเหตุได้. ผู้บริหารยังเป็นเจ้าของความเสี่ยงและการควบคุม ผู้ตรวจสอบช่วยประเมินและเสนอแนะ แต่ไม่รับเอาความรับผิดชอบบริหารมาเป็นของตน เพราะจะทำลายความเที่ยงธรรมเมื่อต้องกลับมาตรวจ. ข้อสรุปที่ดีจึงไม่ใช่ “ผู้ตรวจต้องแก้ทุกอย่างเอง” แต่ระบุผู้รับผิดชอบเดิม การประเมินโดยอิสระ ผู้อนุมัติการแก้ และกระบวนการติดตามผล. งานให้ความเชื่อมั่นเป็นการประเมินหลักฐานอย่างเป็นอิสระเพื่อให้ความเห็นหรือข้อสรุปต่อเรื่องที่ตรวจ ส่วนงานให้คำปรึกษาเป็นการแนะนำ อำนวยความสะดวก หรือให้ความรู้ตามขอบเขตที่ตกลงกับผู้รับบริการ
งานให้คำปรึกษายืดหยุ่นกว่าในรูปแบบ แต่ไม่ทำให้ผู้ตรวจมีสิทธิอนุมัติธุรกรรม ออกแบบแล้วรับรองระบบของตน หรือสั่งการแทนเจ้าของกระบวนการ. หากให้คำปรึกษาในระบบใหม่ ผู้ตรวจอาจชี้ความเสี่ยงและหลักควบคุมได้ แต่ฝ่ายบริหารต้องเลือกแบบ อนุมัติ รับผิดชอบการใช้ และยอมรับความเสี่ยงที่เหลือ. เมื่อกลับมาตรวจระบบที่เคยให้คำปรึกษา ต้องประเมินข้อจำกัดความเที่ยงธรรม เปิดเผยตามจำเป็น และจัดผู้ตรวจหรือการกำกับที่ทำให้ข้อสรุปน่าเชื่อถือ. ความเป็นอิสระระดับองค์กรหมายถึงสถานะและสายรายงานที่ทำให้หัวหน้าหน่วยตรวจสามารถกำหนดขอบเขต ปฏิบัติงาน และสื่อสารผลโดยไม่ถูกแทรกแซง จึงต้องมีช่องทางถึงหัวหน้าหน่วยงานและคณะกรรมการตรวจสอบตามโครงสร้าง
ความเที่ยงธรรมระดับบุคคลหมายถึงทัศนคติที่ไม่ลำเอียง ไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ หรือความรับผิดชอบเดิมทำให้ตัดสินหลักฐานเบี่ยงเบน. หน่วยตรวจอาจขึ้นตรงถูกต้องแต่ผู้ตรวจมีญาติเป็นหัวหน้าหน่วยรับตรวจก็ยังเกิดข้อจำกัด หรือผู้ตรวจเป็นกลางแต่ผู้บริหารห้ามเข้าถึง log ก็ยังเกิดการแทรกแซงระดับองค์กร. วิธีแก้จึงต้องตรงชนิดของปัญหา เช่น เปลี่ยนผู้ตรวจสำหรับผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ยกระดับต่อผู้กำกับดูแลเมื่อถูกตัดขอบเขตหรือข้อมูลสำคัญ. “เพียงพอ” ถามว่าปริมาณหลักฐานพอรองรับข้อสรุปหรือไม่ ส่วน “เชื่อถือได้” ถามคุณภาพและแหล่งที่มา หลักฐานคำบอกเล่าคนเดียวอาจเกี่ยวข้องแต่ยังไม่เพียงพอหรือเชื่อถือพอจะฟันธงทุจริต
“เกี่ยวข้อง” หมายถึงสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์และประเด็นที่ทดสอบ ส่วน “เป็นประโยชน์” หมายถึงช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ของงานและการตัดสินใจ. “ประสิทธิผล” ดูว่าบรรลุเป้าหมาย “ประสิทธิภาพ” ดูความสัมพันธ์ระหว่างผลกับทรัพยากร “ประหยัด” ดูการได้ทรัพยากรในต้นทุนเหมาะสม และ “คุ้มค่า” มองประโยชน์โดยรวมเทียบต้นทุนและความเสี่ยง. “ติดตามผล” ไม่ใช่ทวงข้อสรุป แต่ยืนยันการดำเนินการหรือการยอมรับความเสี่ยงโดยผู้มีอำนาจ ส่วน “ปิดข้อเสนอ” ต้องอาศัยหลักฐานว่าความเสี่ยงลดจริงตามเกณฑ์. เริ่มจากจับเหตุการณ์ เช่น ถูกแทรกแซง ขาดทักษะ หลักฐานอ่อน รายงานผิด หรือฝ่ายบริหารยอมรับความเสี่ยงสูง แล้วระบุความเสี่ยงต่อคุณภาพหรือความน่าเชื่อถือของงาน
หาเจ้าของการตัดสินใจให้ถูก หัวหน้าหน่วยตรวจจัดแผนและทรัพยากร หัวหน้าทีมกำกับงาน คณะกรรมการตรวจสอบดูความเป็นอิสระ ส่วนฝ่ายบริหารเป็นเจ้าของมาตรการแก้. เลือกการตอบสนองที่รักษาหลักฐานและสายกำกับ เช่น บันทึกข้อจำกัด หารือระดับที่เหมาะสม ปรับแผน เสนออนุมัติ หรือส่งข้อมูลแก้ไขถึงผู้รับเดิม. ตัดตัวเลือกที่ทำเพียงให้เรื่องเงียบ เช่น ลบข้อค้นพบ รับคำรับรองปากเปล่า ปิดงานเมื่อฝ่ายบริหารบอกว่าจะทำ หรือใช้คำว่าเป็นไปตามมาตรฐานโดยไม่มีผลประเมินคุณภาพรองรับ
ข้อ 1: ขอบเขตหน่วยงานของรัฐและคำจำกัดความ
หน่วยงานของรัฐครอบคลุมส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระและองค์กรอัยการ องค์การมหาชน ทุนหมุนเวียนที่เป็นนิติบุคคล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นตามกฎหมาย. คำว่า “คณะกรรมการ” หมายถึงคณะกรรมการตามโครงสร้างที่กำหนดนโยบาย กำกับและควบคุมหน่วยงาน ส่วน “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” คือผู้บริหารสูงสุด จึงห้ามสลับสองฐานะเพราะสายรายงานต่างกัน. “ฝ่ายบริหาร” คือผู้ทำหน้าที่บริหารรองจากหัวหน้าหน่วยงานไม่เกินสามลำดับ ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบเป็นองค์กรตามข้อ 10 แม้ใช้ชื่ออื่นก็อยู่ในหลักเกณฑ์หากทำหน้าที่เช่นเดียวกัน. ก่อนตอบกรณีศึกษาต้องจำแนกประเภทหน่วยงาน โครงสร้างว่ามีคณะกรรมการหรือไม่ และบุคคลในกรณีศึกษาอยู่ในฐานะใด เพราะเป็นตัวกำหนดผู้แต่งตั้ง ผู้อนุมัติ และผู้รับรายงาน
หน่วยงานตามข้อ 1 (1) และ (3)–(7) ใช้คู่มือหรือแนวปฏิบัติที่กรมบัญชีกลางกำหนด ส่วนรัฐวิสาหกิจตามข้อ 1 (2) ใช้ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจกำหนด. การแบ่งเช่นนี้ไม่ทำให้รัฐวิสาหกิจพ้นจากกรอบหลักเกณฑ์ แต่กำหนดเจ้าภาพรายละเอียดให้เหมาะกับโครงสร้างการกำกับเฉพาะ. ประเด็นที่ถามว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรยึดแนวทางของใคร ให้ยึดว่าอยู่กลุ่มกรมบัญชีกลาง มิใช่ สคร. หากคู่มือภายในขัดหลักเกณฑ์ระดับกระทรวงการคลัง ต้องแก้คู่มือ ไม่ใช้ความเคยชินของหน่วยงานลดความเป็นอิสระหรือสิทธิการเข้าถึง. ทุกหน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานตรวจสอบภายใน หากหน่วยงานมีคณะกรรมการ คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและหน่วยตรวจขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ
ถ้าหน่วยงานไม่มีคณะกรรมการ หน่วยตรวจสอบภายในขึ้นตรงต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ กรณีศึกษาจึงต้องแยก “ไม่มีคณะกรรมการตามโครงสร้าง” ออกจาก “มีแต่ยังไม่แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ”. สายขึ้นตรงมีไว้คุ้มครองการกำหนดขอบเขต การเสนอผล และการยกระดับความเสี่ยง ไม่ใช่เพียงชื่อกล่องในแผนผังองค์กร. หากผู้บริหารระดับกลางสั่งตัดประเด็นตรวจ หัวหน้าหน่วยตรวจต้องใช้สายรายงานตามข้อนี้ ไม่ยอมลดขอบเขตโดยไม่มีการเปิดเผย. งานบริหารทั่วไปของหน่วยตรวจขึ้นตรงต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ แต่กรณีหน่วยงานมีคณะกรรมการตรวจสอบ การแต่งตั้ง โยกย้าย ถอดถอน เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง และประเมินหัวหน้าหน่วยตรวจต้องเป็นไปตามข้อ 13 (7)
คณะกรรมการตรวจสอบให้ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ และหน่วยงานอาจให้หัวหน้าหน่วยงานมีส่วนร่วมได้ กลไกนี้ลดโอกาสใช้การบริหารบุคคลกดดันผลตรวจ. หัวหน้าหน่วยงานต้องจัดบุคลากรและทรัพยากรให้เหมาะกับปริมาณและความซับซ้อนของภารกิจ จึงห้ามตีความว่าหน่วยตรวจต้องรับทุกงานแม้ไม่มีคนหรือทักษะ. เมื่อทรัพยากรจำกัด หัวหน้าหน่วยตรวจต้องสื่อสารผลกระทบและทางเลือกต่อผู้มีอำนาจ ไม่ซ่อนช่องว่างแล้วออกความเชื่อมั่นเกินหลักฐาน. ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้ ทักษะ และความสามารถที่จำเป็นต่องานที่ได้รับ รวมทั้งรู้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี ประกาศ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน. ยังต้องเข้าใจการปฏิบัติงาน การกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในของหน่วยงาน ความรู้การตรวจเอกสารอย่างเดียวจึงไม่พอ
ความเชี่ยวชาญพิจารณาในระดับทีมได้ งาน cyber ไม่บังคับให้ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่หัวหน้าหน่วยตรวจต้องจัดคำแนะนำหรือความช่วยเหลือที่มีความสามารถและกำกับคุณภาพ. ก่อนรับงานควรทำ skill matrix เทียบความเสี่ยงกับบุคลากร หากช่องว่างสำคัญให้พัฒนา จัดผู้เชี่ยวชาญ หรือปรับขอบเขตโดยสื่อสารอย่างโปร่งใส. การให้ผู้ตรวจรักษาการตำแหน่งอื่นหรือให้บุคคลอื่นรักษาการผู้ตรวจทำได้เฉพาะเมื่อขาดจากหน้าที่เดิม เพื่อไม่ให้คนเดียวปฏิบัติและตรวจงานเดียวกันในเวลาเดียวกัน. ระหว่างสรรหาอาจมอบบุคลากรภายในทำงานตรวจชั่วคราวพร้อมหน้าที่เดิมได้ แต่ควรมีความสามารถและต้องไม่รับผิดชอบการเงิน บัญชี พัสดุ หรือภารกิจหลักของหน่วยงาน
หัวหน้าหน่วยงานหรือคณะกรรมการตรวจสอบอาจสั่งงานอื่นแก่ผู้ตรวจได้ตามควร แต่ต้องชั่งประโยชน์กับผลกระทบต่อความเป็นอิสระและเที่ยงธรรม. คำว่า “ช่วยชั่วคราว” ไม่ลบ conflict หากผู้ตรวจเป็นผู้อนุมัติหรือเจ้าของกระบวนการ ต้องบันทึกบทบาท แยกผู้ประเมิน และกำหนดมาตรการคุ้มครองก่อนรับงาน. ผู้ตรวจต้องไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ปราศจากการแทรกแซงในการปฏิบัติงานและเสนอความเห็น และไม่ตรวจงานที่ตนเคยบริหารหรือปฏิบัติภายในหนึ่งปีก่อนการตรวจ. หลักหนึ่งปีสร้างข้อสันนิษฐานว่าความเที่ยงธรรมบกพร่อง แต่พ้นหนึ่งปีแล้วก็ยังต้องประเมินข้อเท็จจริง เช่น ผลประโยชน์ ชื่อเสียง หรือบทบาทออกแบบที่ยังผูกกับระบบ. ผู้ตรวจไม่ควรเป็นกรรมการในคณะกรรมการที่กระทบอิสระ การเข้าร่วมในฐานะผู้ให้คำแนะนำโดยไม่มีสิทธิบริหารต้องกำหนดให้ชัดในขอบเขต
กรณีผู้ตรวจออกแบบระบบจัดซื้อเมื่อปีก่อน ข้อสรุปที่เหมาะคือเปิดเผย ประเมินข้อจำกัด และจัดผู้ตรวจอื่นหรือการกำกับที่น่าเชื่อถือ มิใช่อ้างว่าตนรู้ระบบดีที่สุด
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต