สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 จากภูมิทัศน์ความเสี่ยงสู่สังคมที่ยืดหยุ่น
- 2.บทที่ 2 วงจรจัดการความเสี่ยงและการบัญชาการหลายระดับ
- 3.บทที่ 3 ลดความเสี่ยงด้วยข้อมูล ความรู้ การลงทุน และหุ้นส่วน
- 4.บทที่ 4 จัดการภาวะฉุกเฉินให้รวดเร็วและเป็นเอกภาพ
- 5.บทที่ 5 ฟื้นให้ดีกว่า ปลอดภัยกว่า และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
- 6.บทที่ 6 จากแผนสู่การปฏิบัติและวงจรเรียนรู้ของประเทศ
บทที่ 1 จากภูมิทัศน์ความเสี่ยงสู่สังคมที่ยืดหยุ่น
สาธารณภัยมิได้เป็นเหตุเฉพาะหน้าซึ่งเริ่มเมื่อภัยมาถึงและสิ้นสุดเมื่อเหตุสงบ ความสูญเสียเกิดจากการประกอบกันของลักษณะภัย ผู้คนและทรัพย์สินที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ความเปราะบางของสังคม ตลอดจนศักยภาพในการป้องกัน รับมือ และฟื้นตัว การขยายตัวของเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาเศรษฐกิจ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงทำให้เหตุชนิดเดียวกันสร้างผลกระทบต่างกันได้ แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 วางจุดตั้งต้นไว้ที่การเข้าใจความเสี่ยงทั้งระบบ เพื่อเปลี่ยนจากการรอแก้เหตุไปสู่การลดเงื่อนไขของความสูญเสียก่อนภัยเกิด
ประเทศไทยเผชิญภัยหลายลักษณะ ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง วาตภัย อัคคีภัย แผ่นดินไหว ดินถล่ม ภัยจากโรคและภัยอื่นที่กระทบประชาชน ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม ภัยแต่ละชนิดมีฤดูกาล พื้นที่ และรูปแบบการขยายตัวต่างกัน ขณะที่เหตุหนึ่งอาจเหนี่ยวนำอีกเหตุหรือกระทบโครงสร้างพื้นฐานหลายระบบพร้อมกัน การเตรียมการจึงไม่อาจยึดปฏิทินภัยหรือประสบการณ์ครั้งก่อนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ข้อมูลสถานการณ์ การคาดการณ์ ฉากทัศน์ และความรู้ของพื้นที่ประกอบกัน เพื่อมองทั้งภัยปัจจุบันและความเสี่ยงที่จะเกิดใหม่จากการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
บทเรียนจากการขับเคลื่อนแผนฉบับก่อนชี้ว่า งานภาวะฉุกเฉินเคยได้รับน้ำหนักมากกว่างานลดความเสี่ยง การประสานระหว่างโครงสร้างและหน่วยงานยังต้องอาศัยแผนร่วมที่เป็นเอกภาพ การระดมทรัพยากรและช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องมีข้อมูล การประเมิน และวิธีปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น อีกทั้งนโยบายระดับชาติจะเกิดผลได้ต่อเมื่อถ่ายทอดลงสู่พื้นที่อย่างเข้าใจตรงกัน บทเรียนเหล่านี้ทำให้แผนฉบับนี้เชื่อมการวิจัย ฐานข้อมูล การสื่อสารแผน งบประมาณ และผู้ประสานงานด้านการลดความเสี่ยงเข้ากับการปฏิบัติ ไม่ปล่อยให้ยุทธศาสตร์เป็นเพียงข้อความระดับนโยบาย
- 1รู้รับ: เข้าใจภัย ความล่อแหลม ความเปราะบาง และศักยภาพของพื้นที่
- 2ปรับตัว: ลดความเสี่ยงเดิม ป้องกันความเสี่ยงใหม่ และเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
- 3ฟื้นเร็วทั่ว: รักษาชีวิต บริการจำเป็น และช่วยให้ทุกกลุ่มกลับมาดำรงชีวิตได้
- 4อย่างยั่งยืน: ใช้บทเรียนสร้างระบบที่ปลอดภัยกว่าและไม่ผลิตความเสี่ยงซ้ำ
แผนมีฐานะเป็นแผนแม่บทสำหรับหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดกรอบแนวคิดการปฏิบัติหรือ CONOPs ให้แต่ละระดับเดินไปในทิศทางเดียวกัน เนื้อหาแบ่งเป็นภาคการพัฒนาซึ่งลดความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ และภาคการปฏิบัติซึ่งทำให้การจัดการสาธารณภัยมีมาตรฐาน สองภาคนี้ไม่ได้แยกจากกัน เพราะข้อมูลความเสี่ยงที่สร้างไว้ก่อนเกิดเหตุจะช่วยการตัดสินใจในภาวะฉุกเฉิน ส่วนบทเรียนจากการตอบโต้และฟื้นฟูจะย้อนกลับไปปรับมาตรการป้องกัน การลงทุน และแผนพัฒนารอบต่อไป ความเป็นแผนแม่บทจึงอยู่ที่การทำให้การตัดสินใจหลายหน่วยและหลายระดับเชื่อมเป็นระบบเดียว
ปลายทางสูงสุดของแผนคือ “รู้รับ - ปรับตัว - ฟื้นเร็วทั่ว - อย่างยั่งยืน” หรือ Resilience คำว่า รู้รับ หมายถึงการตระหนักและเข้าใจความเสี่ยงที่เผชิญ ปรับตัว คือการลดความเปราะบางและเพิ่มความพร้อมให้เหมาะกับบริบทที่เปลี่ยนไป ฟื้นเร็วทั่ว เน้นการคืนสภาพและบริการจำเป็นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทอดทิ้งกลุ่มใด ส่วนความยั่งยืนทำให้การฟื้นตัวไม่สร้างความเสี่ยงเดิมซ้ำ เป้าหมายนี้จึงกว้างกว่าการผ่านพ้นเหตุเฉพาะครั้ง แต่หมายถึงสังคมที่ใช้ความรู้ การมีส่วนร่วม และการจัดการอย่างต่อเนื่องเพื่ออยู่กับความเสี่ยงได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และพัฒนาได้ในระยะยาว
บทที่ 2 วงจรจัดการความเสี่ยงและการบัญชาการหลายระดับ
การจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยตามแผนเป็นวงจรต่อเนื่อง มิใช่ลำดับเส้นตรงที่ขั้นหนึ่งต้องจบก่อนอีกขั้นเริ่ม การป้องกันและลดผลกระทบพยายามลดโอกาสและความรุนแรงของความสูญเสีย การเตรียมความพร้อมสร้างแผน คน เครื่องมือ และการซักซ้อม การจัดการในภาวะฉุกเฉินมุ่งควบคุมสถานการณ์ รักษาชีวิต และบรรเทาความเดือดร้อน ส่วนการฟื้นฟูทำให้ชุมชน บริการ และเศรษฐกิจกลับมาดำเนินได้พร้อมลดความเสี่ยงในอนาคต กิจกรรมเหล่านี้ทับซ้อนกันได้ เช่น การประเมินความเสียหายเริ่มตั้งแต่ยังตอบโต้เหตุ และข้อมูลจากการฟื้นฟูอาจทำให้ต้องแก้ผังพื้นที่หรือมาตรการป้องกันทันที
ในระดับนโยบาย ประเทศมีกลไกคณะกรรมการหลายชุดรองรับทั้งการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การป้องกันอุบัติภัย และระบบเตือนภัย กลไกเหล่านี้กำหนดทิศทาง เชื่อมหน่วยงาน และสนับสนุนการตัดสินใจระดับชาติ ส่วนระดับปฏิบัติใช้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินเป็นแบบการทำงาน โดยต้องมีโครงสร้าง บทบาท หน้าที่ วิธีปฏิบัติ ระดับการเปิดใช้ และสถานที่พร้อมรองรับ ภายในศูนย์ การบัญชาการ การอำนวยการ การควบคุม การกำกับ และการประสานงานต้องใช้ข้อมูลสถานการณ์ร่วมกัน จุดมุ่งหมายไม่ใช่รวมทุกงานไว้ที่บุคคลเดียว แต่ทำให้สายอำนาจ หน่วยสนับสนุน และภาคีต่าง ๆ รู้ว่าใครตัดสินใจ ใครส่งทรัพยากร และใครรายงานผล
ระดับพื้นที่เป็นฐานแรกของการจัดการ เพราะอยู่ใกล้เหตุ เข้าใจประชากร สภาพภูมิประเทศ ทรัพยากร และกลุ่มเปราะบางในชุมชน เมื่อความรุนแรงเกินขีดความสามารถ การสนับสนุนจะยกระดับจากท้องถิ่นและอำเภอไปยังจังหวัด และจากจังหวัดไปสู่การบัญชาการระดับชาติ เกณฑ์พิจารณาไม่ได้ดูชื่อภัยเพียงอย่างเดียว แต่รวมพื้นที่ได้รับผลกระทบ จำนวนประชาชน ความซับซ้อนของสถานการณ์ ความสามารถของหน่วยในพื้นที่ ทรัพยากรที่ต้องใช้ และดุลพินิจของผู้มีอำนาจ การยกระดับจึงเป็นเครื่องมือทำให้ขนาดการบัญชาการสอดคล้องกับภาระจริง พร้อมรักษาความต่อเนื่องของข้อมูลและการปฏิบัติเดิม
| ระดับ | กลไกนำการจัดการ | ความหมายเชิงระบบ |
|---|---|---|
| ภัยขนาดเล็ก | อำเภอ ท้องถิ่น หรือกลไกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร | ใช้ศักยภาพใกล้เหตุเป็นฐานและร้องขอการสนับสนุนเมื่อเกินกำลัง |
| ภัยขนาดกลาง | ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร | รวมการบัญชาการและทรัพยากรในระดับจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร |
| ภัยขนาดใหญ่ | กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ | ยกระดับการอำนวยการโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย |
| ภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง | นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย | ใช้อำนาจและการประสานสูงสุดเมื่อสถานการณ์มีผลกระทบรุนแรงยิ่ง |
เมื่อเป็นภัยขนาดเล็ก การอำนวยการอยู่ที่ระดับอำเภอ ท้องถิ่น หรือผู้ช่วยผู้อำนวยการในกรุงเทพมหานคร ภัยขนาดกลางอยู่ภายใต้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร ภัยขนาดใหญ่ใช้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่ผู้บัญชาการ และหากเป็นภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายกำกับการบัญชาการ การแบ่งระดับนี้ช่วยระบุผู้มีอำนาจและกลไกสนับสนุน แต่ไม่ตัดบทบาทของหน่วยเดิม ทุกระดับยังต้องส่งต่อข้อมูล ประสานทรัพยากร และดำเนินภารกิจตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในแผน
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทำหน้าที่สำคัญในกลไกส่วนกลาง ทั้งการประสานแผน ทรัพยากร เครื่องมือ การเฝ้าระวัง การวิเคราะห์ และการเตือนภัย โดยอธิบดีเป็นผู้อำนวยการกลาง ขณะเดียวกันกระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร ภาคเอกชน องค์กรสาธารณกุศล และประชาชนมีบทบาทตามความเชี่ยวชาญ การจัดการจึงยืนอยู่บนหลักเอกภาพในการบัญชาการควบคู่การกระจายการปฏิบัติ ผู้บัญชาการต้องเห็นภาพเดียวกัน แต่การลงมือยังอาศัยหน่วยที่มีคน เครื่องมือ อำนาจ และความรู้เฉพาะด้านในพื้นที่หรือภารกิจนั้น
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต