สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 กระทรวงยุติธรรมในฐานะระบบบริการความยุติธรรม
- 2.บทที่ 2 สำนักงานปลัดกระทรวงกับการเชื่อมนโยบาย ทรัพยากร และพื้นที่
- 3.บทที่ 3 สำนักงานกิจการยุติธรรมกับการพัฒนาระบบทั้งสาย
- 4.บทที่ 4 การค้นหาความจริงในคดีพิเศษและหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์
- 5.บทที่ 5 การคุ้มครองสิทธิและทำให้คำสั่งศาลเกิดผล
- 6.บทที่ 6 การควบคุม แก้ไข ฟื้นฟู และป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
บทที่ 1 กระทรวงยุติธรรมในฐานะระบบบริการความยุติธรรม
เอกสารกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการฉบับปรับปรุงซึ่งรวบรวมในเดือนกันยายน พ.ศ. 2563 แสดงให้เห็นว่ากระทรวงยุติธรรมไม่ได้ทำงานเฉพาะช่วงใดช่วงหนึ่งของคดี แต่ครอบคลุมทั้งการออกแบบนโยบาย การประสานกระบวนการยุติธรรม การสืบสวนคดีพิเศษ การตรวจพิสูจน์หลักฐาน การคุ้มครองสิทธิ การบังคับตามคำสั่งศาล การแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด และการป้องกันยาเสพติด แต่ละส่วนราชการมีฐานกฎหมายและผู้รับบริการต่างกัน จึงต้องอ่านโครงสร้างจากผลที่ประชาชนควรได้รับ ไม่ใช่ดูเพียงลำดับกรม กอง หรือชื่อหน่วย
สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมรองรับราชการทางการเมืองเพื่อสนับสนุนภารกิจของรัฐมนตรีและประสานนโยบายระหว่างกระทรวง งานสำคัญคือรวบรวม วิเคราะห์และกลั่นกรองเรื่องเสนอรัฐมนตรี สนับสนุนการทำงานระหว่างรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐสภาและประชาชน ประสานการตอบกระทู้ ชี้แจงญัตติ ร่างกฎหมายและกิจการทางการเมือง รวมถึงพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียนหรือคำขอความช่วยเหลือที่ยื่นต่อรัฐมนตรี บทบาทนี้ทำให้ทิศทางทางการเมืองได้รับข้อมูลและเชื่อมกับกลไกราชการ โดยสำนักงานไม่เข้าทำคดีแทนหน่วยเจ้าของอำนาจ
ภายในสำนักงานรัฐมนตรี งานบริหารทั่วไปดูแลงานเลขานุการ การประชุม สารบรรณและการอำนวยการ กลุ่มงานประสานการเมืองเชื่อมนโยบาย รัฐสภา สื่อมวลชน ประชาชนและเรื่องร้องเรียน ส่วนกลุ่มงานสนับสนุนวิชาการวิเคราะห์สถานการณ์ กลั่นกรองข้อเสนอ และจัดความเห็นเพื่อการวินิจฉัยสั่งการของรัฐมนตรี การแบ่งสามด้านทำให้เรื่องหนึ่งถูกพิจารณาทั้งทางธุรการ การเมือง และเนื้อหาวิชาการ แต่ต้องรักษาเส้นแบ่งระหว่างคำสั่งเชิงนโยบายกับการใช้อำนาจตามกฎหมายของกรม เช่น รัฐมนตรีกำหนดทิศและติดตามได้ แต่การสอบสวนหรือบังคับคดีต้องทำตามอำนาจและกระบวนการเฉพาะ
เมื่อพ้นระดับรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงทำหน้าที่แปลงทิศทางเป็นยุทธศาสตร์ แผน ทรัพยากร และการประสานงาน ส่วนสำนักงานกิจการยุติธรรมวิจัยและออกแบบทิศทางของระบบยุติธรรม หน่วยปฏิบัติเฉพาะจึงนำทิศนั้นไปใช้กับเหตุการณ์จริง ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในด้านข้อเท็จจริง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในด้านสิทธิ กรมบังคับคดีในด้านผลตามคำสั่งศาล ตลอดจนกรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมราชทัณฑ์ในด้านการควบคุม แก้ไข ฟื้นฟูและคืนคนสู่สังคม
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีลักษณะข้ามห่วงโซ่ เพราะปัญหายาเสพติดเกี่ยวทั้งนโยบาย ข่าวกรอง การบังคับใช้กฎหมาย ทรัพย์สิน การบำบัด และการมีส่วนร่วมของชุมชน ความสำเร็จของกระทรวงจึงเกิดจากจุดส่งต่อที่ถูกต้อง เช่น หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ต้องเข้าสู่การสอบสวน สิทธิของพยานหรือผู้เสียหายต้องได้รับการคุ้มครอง ผลคำพิพากษาต้องบังคับได้ และผู้พ้นการควบคุมต้องมีโอกาสไม่กลับมากระทำผิด โครงสร้างที่มีหลายกรมมิใช่ความซ้ำซ้อนโดยตัวมันเอง แต่ต้องมีเจ้าภาพ ข้อมูล และความรับผิดในแต่ละช่วงอย่างชัดเจน
บทที่ 2 สำนักงานปลัดกระทรวงกับการเชื่อมนโยบาย ทรัพยากร และพื้นที่
สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมมีภารกิจพัฒนายุทธศาสตร์ แปลงนโยบายเป็นแผนปฏิบัติการ จัดสรรทรัพยากร และบริหารราชการประจำทั่วไปของกระทรวง งานเริ่มจากศึกษา วิเคราะห์และจัดทำข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบาย เป้าหมายกับผลสัมฤทธิ์ แล้วพัฒนาแนวทางให้หน่วยในสังกัดนำไปดำเนิน สำนักงานยังบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ จัดสรรทรัพยากรให้ประหยัดคุ้มค่า กำกับเร่งรัดและประเมินผล ดูแลงานประชาสัมพันธ์ ต่างประเทศ กฎหมาย บุคลากร และภารกิจตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนยุติธรรม จึงเป็นทั้งศูนย์ยุทธศาสตร์และโครงสร้างสนับสนุนร่วม
การแบ่งส่วนภายในรองรับวงจรบริหารครบด้าน กองยุทธศาสตร์และแผนงานเชื่อมข้อมูลกับเป้าหมาย กองบริหารการคลังและกองทรัพยากรบุคคลจัดปัจจัยดำเนินงาน กองกฎหมายดูความชอบด้วยกฎหมาย กองต่างประเทศเชื่อมพันธกรณีและความร่วมมือ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสร้างระบบข้อมูล กองพัฒนานวัตกรรมการยุติธรรมช่วยปรับรูปแบบบริการ ขณะที่สำนักงานกองทุนยุติธรรมดำเนินงานช่วยประชาชนตามกฎหมาย การมีหน่วยสนับสนุนร่วมลดการลงทุนซ้ำ แต่ต้องกำหนดมาตรฐานบริการและเจ้าของข้อมูลให้หน่วยปฏิบัติยังรับผิดผลของตนได้
การแก้ไขโครงสร้างใน พ.ศ. 2562 เพิ่มบทบาทประสานการบริหารราชการและปฏิบัติงานที่อยู่ในหน้าที่ของกระทรวงทั้งส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค พร้อมจัดสำนักงานยุติธรรมจังหวัดเป็นหน่วยเชื่อมบริการในพื้นที่ ความหมายของการประสานไม่ใช่เพียงส่งหนังสือระหว่างกรม แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้ช่องทางเดียวแล้วถูกนำไปสู่หน่วยที่ช่วยได้ สำนักงานจังหวัดรวบรวมปัญหา ประสานภารกิจกระทรวง อำนวยความยุติธรรม และสะท้อนข้อมูลพื้นที่กลับสู่ส่วนกลาง จึงช่วยลดช่องว่างระหว่างโครงสร้างราชการตามกรมกับชีวิตจริงที่ปัญหาหนึ่งมักเกี่ยวหลายหน่วย
กลุ่มตรวจสอบภายในทำหน้าที่ตรวจการบริหาร การเงินและบัญชีของสำนักงานปลัดกระทรวงกับกระทรวงโดยขึ้นตรงต่อปลัด ส่วนกลุ่มพัฒนาระบบบริหารเสนอแนะยุทธศาสตร์การพัฒนาราชการ ติดตามประเมินผล และประสานกับหน่วยงานกลาง โครงสร้างสองกลุ่มแยกการให้ความเชื่อมั่นว่าการใช้ทรัพยากรถูกต้องออกจากการปรับระบบให้มีผลสัมฤทธิ์ นอกจากนี้ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตเป็นศูนย์บูรณาการแผนป้องกันทุจริต รับและส่งต่อข้อร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ คุ้มครองจริยธรรม และติดตามผล ทำให้การกำกับไม่หยุดที่บัญชีแต่ครอบคลุมพฤติกรรมองค์กร
การทำงานของสำนักงานปลัดต้องรักษาความสัมพันธ์สามทิศ คือรับนโยบายจากรัฐมนตรี แปลงให้หน่วยปฏิบัติเห็นเป้าหมายและทรัพยากร และรับผลกับปัญหาจากหน่วยและพื้นที่กลับมาทบทวนแผน หากมีแต่คำสั่งลงล่าง แผนอาจไม่ตรงความเดือดร้อน หากมีแต่รวบรวมข้อมูลโดยไม่ตัดสินใจ หน่วยงานจะทำงานแยกกัน ตัวชี้วัดจึงควรเชื่อมงบกับผลประชาชน เช่น เวลาส่งต่อเรื่อง การเข้าถึงกองทุนยุติธรรม ความต่อเนื่องของข้อมูล และผลการแก้ปัญหาในจังหวัด ไม่ใช้จำนวนประชุมหรือหนังสือประสานแทนคุณภาพการอำนวยความยุติธรรม
| ระดับงาน | เจ้าภาพสำคัญ | ผลที่ต้องส่งต่อ |
|---|---|---|
| ทิศทางทางการเมือง | รัฐมนตรีและสำนักงานรัฐมนตรี | นโยบาย การกลั่นกรองเรื่อง และการประสานกับคณะรัฐมนตรี รัฐสภาและประชาชน |
| ยุทธศาสตร์และทรัพยากร | สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม | แผน งบ บุคลากร ระบบข้อมูล มาตรฐานร่วม และการกำกับผล |
| การเชื่อมพื้นที่ | สำนักงานยุติธรรมจังหวัดและเครือข่าย | นำบริการหลายกรมถึงประชาชนและส่งปัญหาพื้นที่กลับส่วนกลาง |
| การตรวจและพัฒนา | ตรวจสอบภายใน พัฒนาระบบบริหาร และศูนย์ต่อต้านการทุจริต | ความถูกต้อง ประสิทธิภาพ จริยธรรม และการปรับกระบวนงาน |
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต