สารบัญ6 หัวข้อหลัก
บทที่ 1 กระทรวงยุติธรรมในฐานะระบบหลายภารกิจ
โครงสร้างของกระทรวงยุติธรรมมีความหมายเมื่อมองเป็นระบบที่เชื่อมการกำหนดนโยบาย การบริหารทรัพยากร การคุ้มครองสิทธิ การสืบสวนสอบสวนเฉพาะด้าน การตรวจพิสูจน์ การบังคับตามคำสั่งศาล และการแก้ไขฟื้นฟูบุคคลเข้าด้วยกัน แต่ละส่วนราชการได้รับภารกิจคนละช่วงและใช้เครื่องมือคนละชนิด จึงไม่ควรอ่านรายชื่อกรมหรือสำนักงานเสมือนเป็นหน่วยที่ทำงานซ้ำกันทั้งหมด สำนักงานกิจการยุติธรรมทำงานระดับนโยบายและพัฒนาระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษทำงานกับคดีพิเศษตามกฎหมาย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์หลักฐาน ส่วนกรมบังคับคดี คุมประพฤติ และราชทัณฑ์รับภารกิจหลังมีกระบวนการหรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ความเชื่อมโยงจึงเกิดจากการส่งต่องาน มิใช่การรวมอำนาจไว้ที่หน่วยเดียว
การแยกภารกิจให้แม่นต้องดูคำกริยาทางราชการ เช่น เสนอแนะนโยบาย ประสาน กำกับ ติดตาม ตรวจพิสูจน์ สืบสวน สอบสวน คุ้มครอง บังคับ ควบคุม สอดส่อง และฟื้นฟู คำเหล่านี้บอกทั้งสิ่งที่หน่วยทำและขอบเขตที่ไม่ควรก้าวล่วง การตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ทำให้เกิดข้อมูลประกอบการดำเนินคดี แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ตัดสินคดี การบังคับคดีดำเนินตามคำสั่งศาล มิใช่การวินิจฉัยข้อพิพาทขึ้นใหม่ ส่วนการคุมประพฤติควบคุมและสอดส่องผู้กระทำผิดในชุมชน จึงต่างจากการควบคุมผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์ การอ่านจากกริยาจึงช่วยลดความสับสนที่เกิดจากชื่อหน่วยซึ่งล้วนอยู่ในกระบวนการยุติธรรม
ภารกิจยังแบ่งได้ตามระดับการทำงาน สำนักงานรัฐมนตรีรองรับราชการทางการเมืองและช่วยเชื่อมนโยบายของรัฐมนตรีกับกลไกที่เกี่ยวข้อง สำนักงานปลัดกระทรวงเป็นแกนราชการประจำ ดูยุทธศาสตร์ ทรัพยากร กฎหมาย ต่างประเทศ เทคโนโลยี บุคลากร และการประสานหน่วยในสังกัด ส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่ารับผิดชอบงานเฉพาะด้านตามกฎกระทรวงของตน ระดับจังหวัดทำให้บริการและนโยบายไปถึงประชาชนผ่านสำนักงานยุติธรรมจังหวัด เครือข่ายกระทรวง และยุติธรรมชุมชน การแบ่งระดับเช่นนี้ทำให้เห็นว่าการกำหนดทิศทาง การสนับสนุน และการปฏิบัติปลายทางต้องพึ่งกัน แต่ไม่ใช่งานชนิดเดียวกัน
ชั้นภารกิจของกระทรวงยุติธรรม
แต่ละชั้นเชื่อมกันด้วยนโยบาย ทรัพยากร ข้อมูล การส่งต่อ และผลการดำเนินงาน โดยยังรักษาขอบเขตอำนาจของหน่วยเจ้าของเรื่อง
- 1ทิศทางและราชการประจำ
- 2นโยบาย สิทธิ และหลักฐาน
- 3งานเฉพาะก่อนผลคดี
- 4การบังคับและฟื้นฟู
- 5จังหวัดและชุมชน
การประสานระหว่างหน่วยจึงต้องรักษาเจ้าของภารกิจให้ชัด เหตุหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้เสียหาย หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การสอบสวนคดีพิเศษ และการช่วยเหลือด้านกองทุนพร้อมกันได้ แต่การมีหลายหน่วยร่วมไม่ได้ทำให้หน่วยใดใช้อำนาจแทนอีกหน่วย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอาจจัดระบบช่วยเหลือหรือคุ้มครองตามกฎหมาย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ให้ผลตรวจตามมาตรฐาน และกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินงานในขอบเขตคดีพิเศษ ข้อมูลจึงต้องถูกส่งไปยังผู้มีอำนาจในขั้นถัดไปโดยยังรักษาที่มา ความถูกต้อง และเงื่อนไขของข้อมูลเดิม
วิธีอ่านทั้งวิชาให้เชื่อมต่อกันคือเริ่มจากคำถามว่าเรื่องนั้นอยู่ช่วงใดของระบบ ต้องการผลลัพธ์อะไร และหน่วยใดได้รับกริยาหลักจากกฎหมาย จากนั้นจึงมองหน่วยสนับสนุนและช่องทางส่งต่อ หากเรื่องเป็นการกำหนดแผนระดับประเทศ จุดตั้งต้นอยู่ที่หน่วยนโยบายและสำนักงานปลัด หากเป็นการเข้าถึงความช่วยเหลือในจังหวัด ต้องมองสำนักงานยุติธรรมจังหวัดกับกลไกชุมชน หากเป็นผลตามคำสั่งศาล ต้องแยกว่ากระทบทรัพย์ การควบคุมในชุมชน หรือการควบคุมในเรือนจำ วิธีนี้เปลี่ยนรายชื่อส่วนราชการให้เป็นแผนที่การทำงานซึ่งใช้วิเคราะห์สถานการณ์ได้จริง
บทที่ 2 สำนักงานรัฐมนตรีและสำนักงานปลัดกระทรวง
สำนักงานรัฐมนตรีกับสำนักงานปลัดกระทรวงอยู่ใกล้ศูนย์นำของกระทรวงแต่มีธรรมชาติของงานต่างกัน สำนักงานรัฐมนตรีรับราชการทางการเมืองเพื่อสนับสนุนภารกิจของรัฐมนตรี กลั่นกรองข้อมูลและเรื่องเสนอ ประสานนโยบายระหว่างกระทรวง สนับสนุนงานที่เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และประชาชน รวมถึงเรื่องร้องทุกข์หรือขอความช่วยเหลือที่ยื่นต่อรัฐมนตรี ส่วนสำนักงานปลัดกระทรวงเป็นศูนย์กลางราชการประจำ ทำหน้าที่แปลงทิศทางเป็นยุทธศาสตร์ แผน งบประมาณ บุคลากร ระบบข้อมูล กฎหมาย และการประสานหน่วยในสังกัด ความต่างสำคัญอยู่ที่สำนักงานหนึ่งรองรับบทบาททางการเมือง อีกสำนักงานหนึ่งรักษาความต่อเนื่องและกลไกบริหารของกระทรวง
สำนักงานปลัดกระทรวงไม่ได้ปฏิบัติงานเฉพาะด้านแทนทุกกรม แต่สร้างเงื่อนไขให้ภารกิจเฉพาะเดินได้ กองยุทธศาสตร์และแผนงานจัดทำนโยบาย แผนปฏิบัติราชการ และข้อเสนอจัดสรรงบประมาณ พร้อมติดตามประเมินผล กองบริหารการคลังดูการเงิน บัญชี งบประมาณ พัสดุ อาคาร และยานพาหนะ กองบริหารทรัพยากรบุคคลวางแผนกำลังคนและดำเนินงานบุคคล ขณะที่สถาบันพัฒนาบุคลากรกระทรวงยุติธรรมดูการพัฒนาและฝึกอบรม การแยกงานบริหารบุคคลออกจากงานพัฒนาคนช่วยให้เห็นว่าเรื่องตำแหน่ง สิทธิ และสวัสดิการไม่ใช่เรื่องเดียวกับหลักสูตรหรือการเพิ่มสมรรถนะ
กองกฎหมายรับงานกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง นิติกรรม สัญญา ความรับผิด และคดีที่อยู่ในหน้าที่ของกระทรวง พร้อมให้คำปรึกษาและติดตามการบังคับใช้ กองการต่างประเทศรับงานวิเทศสัมพันธ์ การแปลเอกสารกฎหมายและความตกลง ข้อเสนอเชิงนโยบายตามกรอบความร่วมมือ และการประสานกับองค์การหรือหน่วยต่างประเทศ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารวางนโยบายและแผนด้านเทคโนโลยี พัฒนาฐานข้อมูลกับเครือข่าย และสนับสนุนข้อมูลของกระบวนการยุติธรรม หน่วยเหล่านี้ทำให้ข้อเสนอของกระทรวงมีฐานกฎหมาย เชื่อมพันธกรณี และใช้ข้อมูลร่วมได้
| กลุ่มภารกิจ | หน่วยตัวอย่าง | ผลที่ส่งให้ทั้งกระทรวง |
|---|---|---|
| ทิศทางและทรัพยากร | กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กองบริหารการคลัง กองบริหารทรัพยากรบุคคล | แผน งบ กำลังคน และการติดตามผล |
| กฎหมายและความร่วมมือ | กองกฎหมาย กองการต่างประเทศ | ฐานกฎหมาย คำปรึกษา ความตกลง และการประสานต่างประเทศ |
| ข้อมูล คน และนวัตกรรม | ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศฯ สถาบันพัฒนาบุคลากรฯ กองพัฒนานวัตกรรมการยุติธรรม | ระบบข้อมูล สมรรถนะบุคลากร และรูปแบบงานที่พัฒนาแล้ว |
| โครงสร้างพื้นฐานและความช่วยเหลือ | กองออกแบบและก่อสร้าง สำนักงานกองทุนยุติธรรม | สถานที่ดำเนินงานและกลไกสนับสนุนการเข้าถึงความยุติธรรม |
| กำกับและปรับปรุง | กลุ่มตรวจสอบภายใน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต | การตรวจสอบ ประสิทธิภาพ และการป้องกันความเสี่ยงด้านคุณธรรม |
กองพัฒนานวัตกรรมการยุติธรรมเชื่อมการบริหารส่วนกลางกับการพัฒนาวิธีปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด ทั้งในเรือนจำ นอกเรือนจำ และช่วงกลับคืนสู่สังคม กองออกแบบและก่อสร้างรับงานสำรวจ ออกแบบ ก่อสร้าง และบำรุงรักษาอาคารของกระทรวง รวมถึงสถานที่ควบคุมตามภารกิจ ส่วนสำนักงานกองทุนยุติธรรมทำงานเลขานุการและสนับสนุนการบริหารกองทุนตามโครงสร้างที่กำหนด หน้าที่เหล่านี้แสดงว่าการอำนวยความยุติธรรมไม่ได้มีเพียงคดี แต่ต้องมีสถานที่ มาตรฐานบริการ เงินช่วยเหลือ ความรู้ และกลไกติดตามประกอบกัน
กลไกตรวจสอบวางไว้เพื่อไม่ให้การสนับสนุนกลายเป็นงานที่ขาดความรับผิดชอบ กลุ่มตรวจสอบภายในตรวจด้านบริหาร การเงิน และบัญชี ส่วนกลุ่มพัฒนาระบบบริหารเสนอแนะแนวทางปรับปรุงระบบราชการ ติดตามผล และประสานการพัฒนาระหว่างหน่วย ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตทำหน้าที่ขับเคลื่อนการป้องกันทุจริตและการส่งเสริมคุณธรรมตามรายละเอียดที่ปรับปรุงในฉบับแก้ไขปัจจุบัน งานตรวจสอบจึงมองความถูกต้องของการดำเนินงาน ขณะที่งานพัฒนาระบบมองผลสัมฤทธิ์ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า เมื่อนำสองด้านมารวมกัน สำนักงานปลัดจึงเป็นทั้งผู้สนับสนุน ผู้ประสาน และผู้สร้างกลไกตรวจทานให้แก่กระทรวง
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต