เหตุใดการออกแบบตัวชี้วัดความสำเร็จจึงควรมีความสมดุลระหว่างตัวชี้วัดนำหน้า (Leading Indicators) และตัวชี้วัดตามหลัง (Lagging Indicators)

เพราะตัวชี้วัดนำหน้าช่วยให้ปรับแผนได้ทันก่อนเกิดปัญหา ขณะที่ตัวชี้วัดตามหลังยืนยันผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทำให้การติดตามโครงการมีประสิทธิภาพครบถ้วน
เพราะตัวชี้วัดนำหน้าวัดผลได้ง่ายกว่าตัวชี้วัดตามหลัง จึงช่วยประหยัดงบประมาณในการเก็บข้อมูลและลดภาระของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ
เพราะตัวชี้วัดตามหลังสะท้อนความพึงพอใจของผู้รับบริการได้ดีกว่าตัวชี้วัดนำหน้า จึงนิยมใช้ในโครงการภาครัฐมากกว่าภาคเอกชน
เพราะหน่วยงานกำกับดูแลกำหนดให้ต้องรายงานตัวชี้วัดทั้งสองประเภทในสัดส่วนเท่ากัน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งระบบราชการ

เฉลยอธิบาย

ตัวชี้วัดนำหน้า (Leading Indicators) เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกสัญญาณล่วงหน้าก่อนที่ผลลัพธ์จะเกิดขึ้น ช่วยให้ผู้บริหารสามารถปรับปรุงแผนหรือแก้ไขปัญหาได้ทันการณ์ ส่วนตัวชี้วัดตามหลัง (Lagging Indicators) วัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ใช้ยืนยันความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการ การมีทั้งสองประเภทอย่างสมดุลจึงทำให้การติดตามและประเมินผลครอบคลุมทั้งมิติเชิงป้องกันและเชิงสรุปผล ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ

ข้อสอบอื่นในวิชาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการติดตามประเมินผล และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดูข้อสอบวิชานี้ทั้งหมด →