กลับไปทำข้อสอบวิชานี้

ความรู้เกี่ยวกับการจัดการสำนักงาน

ระบบงาน คน เอกสาร ทรัพยากร เทคโนโลยี กฎหมาย และการควบคุม เพื่อให้สำนักงานส่งมอบงานได้ถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย และตรวจสอบได้

6 หัวข้อ · อ่านประมาณ 42 นาที

อ่านฟรีได้ 2 จาก 6 หัวข้อ33%
หัวข้อ 1

บทนำ — ความหมายและเป้าหมายของการจัดการสำนักงาน

ความหมายและเป้าหมายของการจัดการสำนักงาน

  • Purpose — คำถามที่ผู้จัดการสำนักงานต้องตอบ: สำนักงานสนับสนุนพันธกิจและผู้รับบริการอย่างไร
  • People — คำถามที่ผู้จัดการสำนักงานต้องตอบ: ใครมีบทบาท อำนาจ สมรรถนะ ภาระงาน และผู้แทนเมื่อไม่อยู่
  • Process — คำถามที่ผู้จัดการสำนักงานต้องตอบ: งานไหลจากต้นทางถึงปลายทางอย่างไร มีจุดคอขวดหรือซ้ำซ้อนตรงไหน
  • Information — คำถามที่ผู้จัดการสำนักงานต้องตอบ: ข้อมูลใดเป็นฉบับจริง ใครเข้าถึง แก้ไข อนุมัติ และเก็บนานเท่าใด
  • Technology — คำถามที่ผู้จัดการสำนักงานต้องตอบ: ระบบใดช่วยงาน เชื่อมกันหรือไม่ และมีแผนเมื่อระบบล่มหรือไม่
  • Place/Environment — คำถามที่ผู้จัดการสำนักงานต้องตอบ: พื้นที่ อุปกรณ์ ความปลอดภัย การเข้าถึง และสุขภาวะเหมาะหรือไม่
  • Money/Assets — คำถามที่ผู้จัดการสำนักงานต้องตอบ: งบ พัสดุ ครุภัณฑ์ และสัญญาถูกใช้คุ้มค่าและตรวจสอบได้หรือไม่
  • Control — คำถามที่ผู้จัดการสำนักงานต้องตอบ: มีมาตรฐาน ตัวชี้วัด ความเสี่ยง หลักฐาน และการปรับปรุงหรือไม่

เป้าหมายจึงไม่ใช่ให้เอกสารเดินเร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสมดุล คุณภาพ–เวลา–ต้นทุน–ความเสี่ยง–ประสบการณ์ผู้รับบริการ–ความเป็นธรรม งานที่เร็วแต่ผิดกฎหมาย ข้อมูลรั่ว หรือไม่มีหลักฐานไม่ถือว่ามีประสิทธิผล

หน้าที่บริหารและวงจรปรับปรุง
หน้าที่งานสำนักงาน
Planningกำหนดเป้าหมาย ปริมาณงาน ระดับบริการ งบ ทรัพยากร ความเสี่ยง และแผนสำรอง
Organizingออกแบบโครงสร้าง งาน บทบาท Workflow สิทธิ และจุดส่งมอบ
Staffingวิเคราะห์กำลังคน สรรหา มอบหมาย พัฒนา ประเมิน และทำ Succession/Backup
Leadingสื่อสาร ตัดสินใจ จูงใจ จัดการความขัดแย้ง และสร้างวัฒนธรรมที่กล้ารายงานปัญหา
Controllingเทียบผลกับมาตรฐาน ตรวจคุณภาพ วิเคราะห์สาเหตุ แก้ไข และติดตามผล

หน้าที่บริหารและวงจรปรับปรุง

  1. 1Plan: ระบุปัญหาและเป้าหมาย
  2. 2Do: ทดลองหรือดำเนินการ
  3. 3Check: วัดผลและผลข้างเคียง
  4. 4Act: ทำเป็นมาตรฐานหรือปรับแผน

PDCA ไม่ใช่วงจรที่จบครั้งเดียว เมื่อ Act แล้วต้องเริ่มรอบใหม่จากข้อมูลจริง การแก้เฉพาะอาการโดยไม่หาสาเหตุรากมักทำให้ปัญหากลับมา

โครงสร้าง อำนาจ และการมอบหมาย

  • สายบังคับบัญชา — ระบุว่าใครรายงานใครและใครตัดสินใจ; ความเสี่ยง: หลายสายอาจเกิดคำสั่งขัดกัน
  • เอกภาพการบังคับบัญชา — บุคคลควรมีผู้บังคับบัญชาหลักที่ชัด; ความเสี่ยง: ไม่เท่ากับห้ามทำงานข้ามหน่วย
  • ช่วงการควบคุม — จำนวนผู้ใต้บังคับบัญชาที่กำกับได้ขึ้นกับความซับซ้อนและสมรรถนะ; ความเสี่ยง: ไม่มีเลขเดียวที่เหมาะทุกงาน
  • รวมอำนาจ — การตัดสินใจอยู่ส่วนกลาง ทำมาตรฐานได้ง่าย; ความเสี่ยง: ช้าและไกลข้อมูลหน้างาน
  • กระจายอำนาจ — ให้อำนาจใกล้ผู้ปฏิบัติ/ผู้รับบริการ; ความเสี่ยง: ต้องมีขอบเขต มาตรฐาน และการกำกับ
  • Delegation — มอบงานและอำนาจที่จำเป็น แต่ผู้มอบยังต้องกำกับตามหน้าที่; ความเสี่ยง: มอบงานโดยไม่มอบอำนาจหรือทรัพยากร
  • Segregation of duties — แยกผู้ขอ ผู้อนุมัติ ผู้รับของ ผู้บันทึก และผู้ตรวจตามความเสี่ยง; ความเสี่ยง: คนเดียวควบคุมธุรกรรมทั้งวงจร

การมอบหมายที่ปฏิบัติได้ต้องระบุ

  • ผลส่งมอบและเกณฑ์รับงาน
  • ขอบเขตและสิ่งที่ไม่รวม
  • ผู้รับผิดชอบ ผู้อนุมัติ และผู้ให้ข้อมูล
  • อำนาจ งบ ระบบ และทรัพยากรที่ใช้ได้
  • กำหนดเวลา Milestone และลำดับความสำคัญ
  • รูปแบบรายงาน เงื่อนไขยกระดับ และผู้แทน
  • ข้อจำกัดด้านกฎหมาย ความลับ และผลประโยชน์ทับซ้อน

การออกแบบกระบวนงานและ SOP

  1. 1Trigger/คำขอ
  2. 2ตรวจคุณสมบัติและข้อมูล
  3. 3ประมวลผล
  4. 4ตรวจสอบ
  5. 5อนุมัติ
  6. 6ส่งมอบ
  7. 7บันทึก/ติดตาม
  8. 8ปิดและเก็บหลักฐาน
  • SIPOC — ใช้ตอบคำถาม: Supplier–Input–Process–Output–Customer คือใคร/อะไร
  • Flowchart/Swimlane — ใช้ตอบคำถาม: ขั้นตอน การตัดสินใจ การรอ และเจ้าของแต่ละช่วงอยู่ตรงไหน
  • SOP — ใช้ตอบคำถาม: ต้องทำอย่างไร ใครทำ ใช้แบบฟอร์ม/ระบบใด และควบคุมอะไร
  • Checklist — ใช้ตอบคำถาม: จุดสำคัญที่ห้ามตกหล่น แต่ไม่แทนวิจารณญาณทั้งหมด
  • RACI — ใช้ตอบคำถาม: ใครทำ ใครรับผิดชอบผล ใครให้คำปรึกษา ใครรับทราบ
  • Service standard/SLA — ใช้ตอบคำถาม: ผู้รับบริการคาดหวังอะไร ภายในเวลาเท่าใด และหยุดนับเมื่อใด
  • Control point — ใช้ตอบคำถาม: จุดใดต้องอนุมัติ กระทบยอด ตรวจคู่ หรือบันทึก Audit trail
  • ลดการกรอกข้อมูลซ้ำและใช้แหล่งข้อมูลหลักเท่าที่กฎหมาย/ระบบอนุญาต
  • แยกเวลาทำงานจริงออกจากเวลารอ เพื่อเห็นคอขวด
  • กำหนด Exception path ไม่บังคับกรณีพิเศษให้หลบระบบ
  • ควบคุม Version ของ SOP และสื่อสารวันที่มีผล
  • ทดสอบกับผู้ใช้จริง รวมผู้พิการและผู้มีทักษะดิจิทัลต่างกัน
  • Automation งานที่ผิดแบบเดิมจะทำให้ผิดเร็วขึ้น จึงต้องแก้ Process ก่อน

การบริหารเวลา ปริมาณงาน และงานค้าง

  • Demand — ความหมาย/ข้อควรระวัง: จำนวนงานเข้าแยกประเภทและช่วงเวลา
  • Capacity — ความหมาย/ข้อควรระวัง: กำลังทำงานที่ใช้ได้จริงหลังหักประชุม ลา และงานอื่น
  • Backlog — ความหมาย/ข้อควรระวัง: งานที่ถึงเวลาวัดแล้วยังไม่เสร็จ ต้องมี Aging
  • Lead time — ความหมาย/ข้อควรระวัง: เวลาตั้งแต่รับคำขอถึงส่งมอบ รวมเวลารอ
  • Cycle time — ความหมาย/ข้อควรระวัง: เวลาที่ลงมือทำช่วงหนึ่ง นิยามอาจต่างกันจึงต้องระบุ
  • First-time-right — ความหมาย/ข้อควรระวัง: งานผ่านครั้งแรก ลดการแก้และส่งกลับ
  • On-time rate — ความหมาย/ข้อควรระวัง: สัดส่วนเสร็จตามมาตรฐาน แต่ห้ามเร่งจนคุณภาพลด
  • Work in progress — ความหมาย/ข้อควรระวัง: งานที่เปิดพร้อมกันมากเกินไปเพิ่มการสลับงานและเวลารอ

จัดลำดับด้วยผลกระทบ ความเร่งด่วน กฎหมาย ความเสี่ยง และ Dependency ไม่ใช้เพียงเสียงดังหรือผู้ขอก่อนเสมอ งานเร่งด่วนต้องมีเหตุผลและไม่ควรทำลายแผนทั้งหมดโดยไม่มีผู้อนุมัติ

หัวข้อ 2

วงจรชีวิตเอกสารและ Records management

ลำดับการดำเนินงาน

  1. 1สร้าง/รับ
  2. 2จำแนกและลงทะเบียน
  3. 3ใช้และส่งต่อ
  4. 4ควบคุมฉบับ/สิทธิ
  5. 5จัดเก็บและค้นคืน
  6. 6ประเมินอายุ
  7. 7ทำลายหรือส่งเก็บถาวร
  • Document — คำอธิบาย: ข้อมูลที่ใช้ทำงานและอาจแก้ไขได้
  • Record — คำอธิบาย: หลักฐานกิจกรรม/การตัดสินใจที่ต้องรักษาความแท้ ความครบ และบริบท
  • Metadata — คำอธิบาย: ชื่อเรื่อง ผู้สร้าง วันที่ ประเภท ชั้นสิทธิ Version สถานะ และอายุเก็บ
  • Authoritative copy — คำอธิบาย: ฉบับที่องค์กรกำหนดเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องเป็นกระดาษ
  • Version control — คำอธิบาย: รู้ว่า Draft/Reviewed/Approved/Obsolete ฉบับใด
  • Audit trail — คำอธิบาย: ประวัติว่าใครทำอะไรเมื่อใด โดยป้องกันการแก้ย้อนหลังตามความเสี่ยง
  • Retention schedule — คำอธิบาย: กฎอายุเก็บ เหตุเริ่มนับ ผู้อนุมัติ และวิธีสิ้นสุด
  • Legal hold — คำอธิบาย: ระงับทำลายเมื่อเกี่ยวกับคดี ตรวจสอบ หรือข้อผูกพัน แม้ครบอายุปกติ

การสแกนไม่ทำให้ต้นฉบับทิ้งได้โดยอัตโนมัติ ต้องดูข้อกำหนดเฉพาะ ความน่าเชื่อถือของกระบวนการ สิทธิผู้ตรวจ และตารางอายุเอกสาร. งานสารบรรณคืองานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร เริ่มตั้งแต่ จัดทำ รับ ส่ง เก็บรักษา ยืม จนถึงทำลาย การจัดการสำนักงานต้องทำให้หนังสือมีเจ้าของ สถานะ เส้นทาง และหลักฐานค้นคืนได้

งานสารบรรณและหนังสือราชการ 6 ชนิด

  • 1. หนังสือภายนอก — กลุ่มย่อย/การใช้: แบบพิธี ใช้กระดาษตราครุฑ ติดต่อระหว่างส่วนราชการหรือถึงหน่วยงาน/บุคคลภายนอก
  • 2. หนังสือภายใน — กลุ่มย่อย/การใช้: แบบพิธีน้อยกว่า ติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใช้กระดาษบันทึกข้อความ
  • 3. หนังสือประทับตรา — กลุ่มย่อย/การใช้: ใช้ตราแทนการลงชื่อในเรื่องและโดยผู้มีอำนาจตามที่ระเบียบกำหนด
  • 4. หนังสือสั่งการ — กลุ่มย่อย/การใช้: คำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับ
  • 5. หนังสือประชาสัมพันธ์ — กลุ่มย่อย/การใช้: ประกาศ แถลงการณ์ และข่าว
  • 6. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ — กลุ่มย่อย/การใช้: หนังสือรับรอง รายงานการประชุม บันทึก และหนังสืออื่น

จึงต้องแยกว่า ‘หนังสือภายใน’ หมายถึงใช้ได้เฉพาะภายในกรมเดียว และจึงต้องแยกชนิดหนังสือกับ ชั้นความเร็ว หรือ ชั้นความลับ ซึ่งเป็นคนละแกนการจำแนก

การรับ–ส่งหนังสือและสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์

  1. 1รับจากช่องทางที่กำหนด
  2. 2ตรวจความครบ/ความปลอดภัย
  3. 3ลงวันเวลาและทะเบียน
  4. 4จำแนกเรื่อง/ชั้น/ผู้รับผิดชอบ
  5. 5เสนอหรือส่งต่อ
  6. 6ติดตามการปฏิบัติ
  7. 7ปิดและจัดเก็บ

การรับ–ส่งหนังสือและสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์

  1. 1ร่าง
  2. 2ตรวจเนื้อหา/รูปแบบ/อำนาจ
  3. 3อนุมัติและลงนาม
  4. 4ออกเลข/ลงทะเบียนส่ง
  5. 5ส่งช่องทางถูกต้อง
  6. 6ตรวจผลส่ง/รับตอบ
  7. 7เก็บสำเนาและหลักฐาน

สาระจากฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564

  • การติดต่อราชการให้ดำเนินการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เว้นข้อยกเว้นตามระเบียบ
  • ส่วนราชการต้องมีระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ หรืออย่างน้อยมีอีเมลกลางรับ–ส่งหนังสือ
  • ผู้ส่งต้องตรวจผลการส่ง และผู้รับแจ้งตอบรับ; เมื่อได้รับตอบรับแล้วไม่ต้องส่งกระดาษตามอีก
  • เวลาที่ปรากฏในระบบใช้ลงทะเบียนเป็นหลักฐานตามกรณี
  • หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต้องสำรองข้อมูลอีกแห่งตามหลักเกณฑ์
  • ทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์อาจใช้แทนทะเบียนกระดาษได้ตามระเบียบ
  • อีเมลส่วนตัวหรือแชตทั่วไปไม่กลายเป็นสารบรรณทางการเพียงเพราะสะดวก ต้องใช้ช่องทางและวิธียืนยันที่หน่วยงานกำหนด

ชั้นความเร็ว ความลับ และการส่งต่อ

  • ด่วนที่สุด — การปฏิบัติ: ปฏิบัติในทันทีที่ได้รับหนังสือ
  • ด่วนมาก — การปฏิบัติ: ปฏิบัติโดยเร็ว
  • ด่วน — การปฏิบัติ: ปฏิบัติเร็วกว่าปกติเท่าที่ทำได้

ชั้นความลับให้เป็นไปตามกฎหมาย/ระเบียบด้านการรักษาความลับและความปลอดภัยที่ใช้กับหน่วยงาน ต้องกำหนดผู้มีสิทธิ ช่องทาง ภาชนะ/ระบบ การทำสำเนา การส่งคืน และการทำลายตามชั้น ห้ามอนุมานว่าเรื่อง ‘ด่วนที่สุด’ ต้องเป็น ‘ลับที่สุด’ เพราะความเร็วกับความลับคนละเรื่อง

  • ใช้หลัก Need-to-know ไม่ส่งสำเนาให้คนจำนวนมากโดยไม่จำเป็น
  • ตรวจผู้รับและไฟล์แนบก่อนกดส่ง โดยเฉพาะ Auto-complete อีเมล
  • เมื่อส่งผิด ให้หยุดการกระจาย แจ้งผู้รับให้ลบ/คืน เก็บเหตุการณ์ และรายงานตามช่องทางทันที
  • ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลลับไม่ใช่คำเดียวกัน แต่อาจซ้อนกันและต้องใช้กฎทั้งสองชุด
อ่านสรุปฉบับเต็มทุกหัวข้อ
สมาชิก PRO ระบบจะจำหัวข้อที่อ่านค้างไว้ให้ด้วย
PRO 99 บาท/เดือน

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต