การควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ (หลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2561)

กรอบมาตรฐาน COSO สำหรับภาครัฐไทย: 5 องค์ประกอบ 17 หลักการ ใครรับผิดชอบอะไร และรายงานอย่างไร

1. ภาพรวม: หลักเกณฑ์นี้คืออะไร ใครต้องปฏิบัติ2. นิยามและหลักการพื้นฐาน 4 ข้อ3. วัตถุประสงค์ 3 ด้านของการควบคุมภายใน4. 5 องค์ประกอบ 17 หลักการ — โครงสร้างหลัก5. องค์ประกอบที่ 1: สภาพแวดล้อมการควบคุม (หลักการที่ 1–5)6. องค์ประกอบที่ 2: การประเมินความเสี่ยง (หลักการที่ 6–9)7. องค์ประกอบที่ 3: กิจกรรมการควบคุม (หลักการที่ 10–12)8. องค์ประกอบที่ 4: สารสนเทศและการสื่อสาร (หลักการที่ 13–15)9. องค์ประกอบที่ 5: การติดตามประเมินผล (หลักการที่ 16–17)10. ใครรับผิดชอบอะไร — บทบาทของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย11. จุดสับสนสำคัญ: การควบคุมภายใน ≠ การตรวจสอบภายใน12. กระบวนการ CSA และแบบรายงาน 3 แบบ13. กำหนดเวลาและขั้นตอนการส่งรายงาน14. ขั้นตอนเมื่อพบข้อบกพร่อง15. ตัวเลขและข้อมูลที่ต้องจำสำหรับสอบ
1

ภาพรวม: หลักเกณฑ์นี้คืออะไร ใครต้องปฏิบัติ

ส่วนนี้วางรากฐานก่อนเข้าเนื้อหา — บอกว่าหลักเกณฑ์นี้เกิดจากอะไร ครอบคลุมใคร และมีกรอบแนวคิดใดเป็นต้นแบบ

กระทรวงการคลังออกหลักเกณฑ์นี้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐทุกประเภทมีมาตรฐานการควบคุมภายในเดียวกัน เนื้อหาอ้างอิงกรอบ COSO ฉบับปรับปรุง ค.ศ. 2013 ซึ่งต่างจากหลักเกณฑ์เดิม (พ.ศ. 2544) ตรงที่เพิ่ม 17 หลักการอย่างชัดเจน และให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านการทุจริตและการควบคุม IT มากขึ้น

หน่วยงานของรัฐที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้ครอบคลุม

  • ส่วนราชการ — กระทรวง กรม และหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่า
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภท — อบจ. เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา
  • รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน กองทุน หน่วยงานในกำกับของรัฐ

ความเป็นอิสระทางการบริหารของหน่วยงาน (เช่น อปท.) ไม่ได้ยกเว้น ความรับผิดชอบในการจัดระบบการควบคุมภายใน ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน แต่อาจออกแบบรายละเอียดให้เหมาะกับขนาดและบริบทของตนได้

2

นิยามและหลักการพื้นฐาน 4 ข้อ

ส่วนนี้อธิบายว่า 'การควบคุมภายใน' หมายถึงอะไร และมีข้อจำกัดอย่างไร — เข้าใจส่วนนี้แล้วค่อยไปอ่านองค์ประกอบ 5 ข้อจะเชื่อมโยงได้เอง

"การควบคุมภายใน" คือ กระบวนการที่ผู้กำกับดูแล ฝ่ายบริหาร และบุคลากรทุกคนในหน่วยงานจัดให้มีขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจ "อย่างสมเหตุสมผล" ว่าหน่วยงานจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ คำว่า "กระบวนการ" หมายถึงสิ่งที่ปฏิบัติจริงทุกวัน ไม่ใช่เพียงเอกสารหรือคู่มือบนกระดาษ และคำว่า "อย่างสมเหตุสมผล" หมายถึงไม่มีระบบใดป้องกันความผิดพลาดได้ 100% เพราะมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ

ข้อจำกัดโดยธรรมชาติที่ทำให้การควบคุมภายในให้ความมั่นใจได้แค่ "อย่างสมเหตุสมผล" ได้แก่

  • ดุลยพินิจของมนุษย์ที่อาจผิดพลาด
  • การสมรู้ร่วมคิดระหว่างบุคคลทำให้การควบคุมล้มเหลวได้
  • ผู้บริหารอาจใช้อำนาจข้ามผ่านการควบคุมที่มีอยู่
  • ต้นทุนการควบคุมบางอย่างอาจสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับ

หลักการพื้นฐาน 4 ข้อที่ต้องเข้าใจก่อนอ่านองค์ประกอบ

  • การควบคุมภายในเป็น กระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์ — มีเอกสารครบแต่ไม่ปฏิบัติจริงถือว่าไม่มีการควบคุม
  • เป็นความรับผิดชอบของทุกคน ในองค์กร ไม่ใช่แค่ฝ่ายตรวจสอบหรือบัญชี
  • ให้ความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลเท่านั้น ไม่ใช่ความมั่นใจ 100%
  • ต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำครั้งเดียวแล้วเสร็จ
3

วัตถุประสงค์ 3 ด้านของการควบคุมภายใน

ส่วนนี้บอกว่าการควบคุมภายในมีเป้าหมายอะไร — ข้อสอบมักให้สถานการณ์มาแล้วถามว่าเข้าข่ายวัตถุประสงค์ด้านใด

ด้าน
ครอบคลุมอะไร
ตัวอย่างการควบคุม
1. การดำเนินงาน (Operations)
ประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงการดูแลรักษาทรัพย์สิน
กำหนดผู้มีอำนาจอนุมัติรายจ่าย / ตรวจนับสินทรัพย์เป็นประจำ
2. การรายงาน (Reporting)
รายงานทุกประเภท (ทั้งการเงินและไม่ใช่การเงิน ทั้งภายในและภายนอก) ต้องน่าเชื่อถือ ถูกต้อง ทันเวลา โปร่งใส
ตรวจทานตัวเลขรายงานการเงินก่อนนำเสนอ / บันทึกข้อมูลในระบบสารสนเทศที่ได้มาตรฐาน
3. การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ (Compliance)
ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน
อบรมกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างแก่บุคลากร / จัดทำ Checklist ขั้นตอนเทียบกับกฎหมาย

วัตถุประสงค์ทั้งสามด้านต้องบรรลุพร้อมกัน ไม่ใช่เลือกทำเพียงด้านเดียว เช่น โครงการก่อสร้างต้องมีทั้งประสิทธิภาพในการใช้งบ (ด้านที่ 1) รายงานความก้าวหน้าที่ถูกต้อง (ด้านที่ 2) และปฏิบัติตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างครบถ้วน (ด้านที่ 3)

สมาชิก PRO
อ่านสรุปฉบับเต็ม ครบทุกหัวข้อ
อ่านง่าย จำได้จริง · บุ๊คมาร์คอ่านต่อจากที่ค้างไว้อัตโนมัติ
99 บาท/เดือน →

เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต