สารบัญ13 หัวข้อหลัก
- 1.บทนำ — การควบคุมภายในไม่ใช่งานเอกสาร
- 2.ที่มาของหลักเกณฑ์และขอบเขตของคำว่า “หน่วยงานของรัฐ”
- 3.ความหมายของการควบคุมภายในและขอบเขตของความมั่นใจ
- 4.สามวัตถุประสงค์ที่ระบบควบคุมต้องพาไปให้ถึง
- 5.โครงสร้าง 5 องค์ประกอบ 17 หลักการ
- 6.องค์ประกอบที่หนึ่ง — สภาพแวดล้อมที่กำหนดพฤติกรรมขององค์กร
- 7.องค์ประกอบที่สอง — เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นความเสี่ยงที่จัดการได้
- 8.องค์ประกอบที่สาม — กิจกรรมควบคุมที่เชื่อมกับความเสี่ยง
- 9.องค์ประกอบที่สี่และห้า — ข้อมูลที่ไหลถึงคน และระบบที่รู้จักตรวจตัวเอง
- 10.จากวัตถุประสงค์หนึ่งข้อ สู่ระบบควบคุมหนึ่งสาย
- 11.ความรับผิดชอบและการประเมินผลประจำปี
- 12.แบบรายงานและกำหนดเวลาที่ต้องเข้าใจให้ถูกชุด
- 13.บทส่งท้าย — ระบบที่ดีต้องเปลี่ยนตามความเสี่ยง
บทนำ — การควบคุมภายในไม่ใช่งานเอกสาร
เมื่อกล่าวถึงการควบคุมภายใน ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็นแบบรายงาน คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือแฟ้มหลักฐานที่จัดทำเมื่อสิ้นปี แต่แก่นแท้ของเรื่องนี้อยู่ก่อนเอกสารทั้งหมด การควบคุมภายในคือวิธีที่หน่วยงานออกแบบการทำงานประจำวัน เพื่อให้ภารกิจเดินไปถึงเป้าหมายโดยไม่ปล่อยให้ความผิดพลาด ความเสียหาย ความสิ้นเปลือง หรือการทุจริตเกิดขึ้นโดยง่าย เอกสารเป็นเพียงร่องรอยของระบบ ไม่ใช่ตัวระบบเอง
หลักเกณฑ์ฉบับ พ.ศ. 2561 จึงไม่ได้มุ่งสร้างภาระงานเพิ่มขึ้นอย่างไร้เหตุผล หากมุ่งให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งมองการควบคุมเป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร ตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ การแบ่งอำนาจหน้าที่ การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไปจนถึงการติดตามว่ามาตรการที่วางไว้ยังทำงานจริงหรือไม่ ความคิดเช่นนี้ทำให้การควบคุมภายในเป็นเรื่องของคนทั้งองค์กร มิใช่งานเฉพาะของฝ่ายการเงินหรือผู้ตรวจสอบภายใน
ความสัมพันธ์ที่ทำให้การควบคุมภายในเป็นระบบ
ระบบเริ่มจากเป้าหมายของงาน แล้วจึงเชื่อมความเสี่ยง มาตรการ ข้อมูล และการติดตามเข้าด้วยกัน
- 1กำหนดวัตถุประสงค์ระบุผลที่ภารกิจต้องบรรลุให้ชัด
- 2ประเมินความเสี่ยงมองหาเหตุที่อาจทำให้งานไม่ถึงเป้าหมาย
- 3วางกิจกรรมควบคุมกำหนดหน้าที่ วิธีป้องกัน และการสอบทาน
- 4ใช้ข้อมูลและสื่อสารส่งข้อมูลที่จำเป็นให้ผู้เกี่ยวข้องทันเวลา
- 5ติดตามและปรับปรุงตรวจว่ามาตรการยังทำงานและแก้จุดอ่อน
หนังสือบทนี้จึงเริ่มจากเหตุผลของระบบ แล้วค่อยพาไปยังโครงสร้าง 5 องค์ประกอบ 17 หลักการ และรูปแบบการรายงาน เมื่อเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมาย ความเสี่ยง และกิจกรรมควบคุมแล้ว ชื่อแบบรายงานและกำหนดเวลาต่าง ๆ จะไม่ใช่รายการที่ต้องท่องแยกส่วน แต่เป็นปลายทางตามธรรมชาติของกระบวนการบริหารที่ดี
ที่มาของหลักเกณฑ์และขอบเขตของคำว่า “หน่วยงานของรัฐ”
พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 79 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการตรวจสอบภายใน การควบคุมภายใน และการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยปฏิบัติตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด กระทรวงการคลังจึงออกหลักเกณฑ์ฉบับนี้ตามหนังสือด่วนมาก ที่ กค 0409.3/ว 105 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 และประกาศหลักเกณฑ์ ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2561 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ
คำว่า “หน่วยงานของรัฐ” ในหลักเกณฑ์ครอบคลุมองค์กรของรัฐหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดเฉพาะกระทรวงหรือกรม ความหลากหลายนี้สำคัญ เพราะแต่ละแห่งมีขนาด ภารกิจ สายบังคับบัญชา และความซับซ้อนต่างกัน มาตรฐานจึงวางหลักร่วมที่ทุกแห่งต้องมี แต่เปิดพื้นที่ให้เลือกวิธีควบคุมที่เหมาะกับบริบทของตน
| ลักษณะหน่วยงาน | ขอบเขตที่หลักเกณฑ์ระบุ |
|---|---|
| ฝ่ายบริหารและกิจการของรัฐ | ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ |
| องค์กรตามรัฐธรรมนูญและกระบวนการยุติธรรม | หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ |
| องค์การมหาชน ทุนหมุนเวียน และท้องถิ่น | องค์การมหาชน ทุนหมุนเวียนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น |
| หน่วยงานตามกฎหมายเฉพาะ | หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด |
มาตรฐานกำหนดหลักร่วม แต่แต่ละหน่วยงานออกแบบวิธีควบคุมให้เหมาะกับขนาด ภารกิจ และความซับซ้อนของตนได้
ความแตกต่างขององค์กรจึงไม่ใช่เหตุให้ละเว้นการควบคุม แต่เป็นเหตุให้ต้องออกแบบการควบคุมอย่างได้สัดส่วน หน่วยงานขนาดเล็กอาจไม่สามารถแยกหน้าที่ได้หลายชั้นเช่นเดียวกับหน่วยงานใหญ่ จึงอาจใช้การสอบทานโดยผู้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดทดแทนบางส่วนได้ หลักสำคัญคือมาตรการที่เลือกต้องลดความเสี่ยงได้จริงและมีหลักฐานยืนยันการปฏิบัติ
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต