สารบัญ6 หัวข้อหลัก
- 1.บทที่ 1 จากข้อบังคับสู่ระบบบริหารที่ให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผล
- 2.บทที่ 2 รากฐานและสายตาที่มองเห็นความเสี่ยง
- 3.บทที่ 3 เปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นการควบคุมที่ทำงานจริง
- 4.บทที่ 4 การติดตามที่ทำให้ระบบเรียนรู้และแก้ข้อบกพร่อง
- 5.บทที่ 5 เจ้าของระบบ ผู้ประเมิน และความรับผิดชอบระดับหน่วยงาน
- 6.บทที่ 6 จากผลประเมินสู่ชุดรายงานและปฏิทินทางราชการ
บทที่ 1 จากข้อบังคับสู่ระบบบริหารที่ให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผล
หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังฉบับนี้เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการตรวจสอบภายใน การควบคุมภายใน และการบริหารจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานที่กระทรวงการคลังกำหนด หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนมาก ที่ กค 0409.3/ว 105 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2561 ใช้เป็นช่องทางแจ้งหลักเกณฑ์แก่หน่วยงานต่าง ๆ จุดมุ่งหมายมิใช่เพิ่มแบบฟอร์มให้ส่วนราชการ แต่ทำให้การใช้ทรัพยากรสาธารณะ การรายงานผล และการปฏิบัติตามกฎมีระบบรองรับที่ตรวจสอบได้ การอ่านหลักเกณฑ์จึงต้องเริ่มจากหน้าที่ของระบบ ก่อนลงรายละเอียดเรื่ององค์ประกอบและรายงาน
คำว่า “การควบคุมภายใน” หมายถึงกระบวนการปฏิบัติงานที่ผู้กำกับดูแล ฝ่ายบริหาร และบุคลากรของหน่วยงานร่วมกันจัดให้มีขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่าหน่วยงานจะบรรลุวัตถุประสงค์ของตน ถ้อยคำนี้ชี้สาระสามประการพร้อมกัน คือเป็นกระบวนการที่เกิดระหว่างทำงาน เป็นความรับผิดชอบร่วมของคนหลายระดับ และให้ได้เพียงความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผล มิใช่การรับประกันผลอย่างสมบูรณ์ คู่มือ คำสั่ง แฟ้ม และแบบรายงานจึงเป็นเพียงส่วนประกอบหรือหลักฐาน หากขั้นตอนจริงไม่ถูกปฏิบัติ ระบบนั้นยังไม่มีประสิทธิผลแม้เอกสารจะเรียบร้อยครบถ้วน
หลักเกณฑ์ใช้กับหน่วยงานของรัฐตามนิยามของกฎหมาย ครอบคลุมส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอัยการ องค์การมหาชน ทุนหมุนเวียนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด แม้มาตรฐานร่วมกัน แต่ระบบของแต่ละแห่งย่อมต่างตามภารกิจ ขนาด โครงสร้าง วัฒนธรรม ความซับซ้อน และความเสี่ยง ความเหมาะสมจึงมิได้แปลว่าลดสาระสำคัญตามสะดวก แต่หมายถึงออกแบบวิธีควบคุมให้พอดีกับความเสี่ยงและยังคงองค์ประกอบที่จำเป็นไว้ครบ
ภารกิจหนึ่งเรื่องกับความมั่นใจสามด้าน
- 1ภารกิจและวัตถุประสงค์ระบุผลที่หน่วยงานต้องทำให้เกิด ผู้รับผิดชอบ ทรัพยากร และเงื่อนไขสำคัญ
- 2ด้านการดำเนินงานมุ่งประสิทธิผล ประสิทธิภาพ การเงิน ทรัพยากร และการดูแลทรัพย์สินจากความเสียหาย สูญเปล่า หรือทุจริต
- 3ด้านการรายงานทำให้รายงานทางการเงินและไม่ใช่การเงิน ทั้งภายในและภายนอก เชื่อถือได้ ทันเวลา และโปร่งใส
- 4ด้านการปฏิบัติตามกฎทำให้การดำเนินงานอยู่ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- 5ความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลทั้งสามด้านได้รับการสนับสนุนจากระบบที่เหมาะกับความเสี่ยง แต่ไม่อาจตัดความผิดพลาดหรือการทุจริตได้ทั้งหมด
วัตถุประสงค์ด้านการดำเนินงานครอบคลุมประสิทธิผลและประสิทธิภาพของงาน รวมทั้งการบริหารเงิน ทรัพยากร และการดูแลทรัพย์สินมิให้สูญหาย ใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือเกิดความเสียหายโดยไม่จำเป็น ด้านการรายงานครอบคลุมรายงานทางการเงินและรายงานที่ไม่ใช่การเงิน ไม่ว่าจะใช้ภายในหรือส่งภายนอก โดยเน้นความน่าเชื่อถือ ความทันเวลา ความโปร่งใส และคุณสมบัติที่ผู้กำหนดรายงานต้องการ ส่วนด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับทำให้การบรรลุผลงานไม่แยกจากความชอบด้วยกฎ โครงการเดียวจึงอาจต้องใช้การควบคุมชุดเดียวกันสนับสนุนวัตถุประสงค์ทั้งสามด้านพร้อมกัน
การให้ความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลยอมรับว่าทุกระบบมีข้อจำกัด ดุลยพินิจอาจผิดพลาด บุคลากรอาจเข้าใจขั้นตอนไม่ตรงกัน ผู้เกี่ยวข้องอาจสมรู้ร่วมคิด ผู้บริหารอาจข้ามการควบคุม และสภาพแวดล้อมอาจเปลี่ยนเร็วกว่ามาตรการที่วางไว้ อีกทั้งการควบคุมต้องคำนึงถึงต้นทุนเทียบกับประโยชน์ การออกแบบจึงไม่เริ่มจากคำถามว่าจะเพิ่มลายเซ็นกี่ชั้น แต่เริ่มจากวัตถุประสงค์ ความเสี่ยง ผลกระทบ และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ แล้วเลือกการควบคุมที่ลดความเสี่ยงอย่างเหมาะสม พร้อมหลักฐานว่าถูกนำไปใช้จริง แนวคิดนี้เชื่อมต่อไปยังโครงสร้างห้าองค์ประกอบซึ่งทำให้ระบบทำงานเป็นหนึ่งเดียว
บทที่ 2 รากฐานและสายตาที่มองเห็นความเสี่ยง
องค์ประกอบแรกคือสภาพแวดล้อมการควบคุม ซึ่งเป็นรากฐานของวินัย ความรับผิดชอบ และท่าทีที่องค์กรมีต่อการควบคุมภายใน หลักการห้าข้อเริ่มจากการแสดงความยึดมั่นในคุณค่าความซื่อตรงและจริยธรรม ตามด้วยความเป็นอิสระของผู้กำกับดูแลและการทำหน้าที่กำกับระบบอย่างจริงจัง การจัดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ การแสดงความมุ่งมั่นที่จะจูงใจ พัฒนา และรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ และการกำหนดให้บุคลากรรับผิดชอบต่อหน้าที่ควบคุมของตน สาระเหล่านี้ทำให้เห็นว่าระบบเริ่มจากพฤติกรรมและการจัดองค์กร ไม่ได้เริ่มจากแบบตรวจรายการ
จริยธรรมจะมีผลต่อระบบเมื่อถูกสะท้อนในสิ่งที่ผู้บริหารทำจริง ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานพฤติกรรม การจัดการผลประโยชน์ขัดกัน การพิจารณาข้อร้องเรียน ไปจนถึงการตอบสนองต่อการฝ่าฝืนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ผู้กำกับดูแลต้องได้รับข้อมูลเพียงพอและสามารถตั้งคำถามต่อฝ่ายบริหาร ส่วนโครงสร้างต้องทำให้รู้ว่าใครอนุมัติ ใครบันทึก ใครถือครองทรัพย์สิน และใครตรวจทาน การแยกหน้าที่ช่วยลดโอกาสที่คนเดียวจะสร้าง อนุมัติ และปกปิดรายการ แต่หากข้อจำกัดด้านคนทำให้แยกไม่ได้ หน่วยงานต้องออกแบบการทบทวนชดเชยโดยผู้ที่เป็นอิสระและมีข้อมูลเพียงพอ มิใช่ปล่อยช่องว่างโดยอ้างขนาดองค์กร
องค์ประกอบที่สองคือการประเมินความเสี่ยง มีหลักการสี่ข้อซึ่งต่อจากรากฐานดังกล่าวโดยตรง หน่วยงานต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดพอที่จะระบุความเสี่ยงได้ จากนั้นระบุและวิเคราะห์ความเสี่ยงทั่วทั้งหน่วยงานเพื่อกำหนดวิธีจัดการ พิจารณาความเป็นไปได้ของการทุจริตแยกจากความผิดพลาดทั่วไป และระบุพร้อมประเมินการเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทบระบบอย่างมีนัยสำคัญ หากวัตถุประสงค์คลุมเครือ คำว่าความเสี่ยงจะกลายเป็นรายชื่อปัญหากว้าง ๆ ที่ไม่รู้ว่าขัดขวางผลใด และกิจกรรมควบคุมที่ตามมาก็อาจไม่สัมพันธ์กับภารกิจจริง
การประเมินความเสี่ยงควรเริ่มจากกระบวนงานกับผลที่ต้องการ แล้วพิจารณาเหตุการณ์ทั้งภายในและภายนอก โอกาสเกิด ผลกระทบ การควบคุมที่มีอยู่ และความเสี่ยงที่ยังเหลือ การพิจารณาทุจริตต้องคำนึงถึงแรงจูงใจ โอกาส การบิดเบือนรายงาน การใช้ทรัพย์สินผิด และความสามารถของผู้มีอำนาจในการหลีกเลี่ยงขั้นตอน ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนกฎหมาย เทคโนโลยี ภารกิจ โครงสร้าง ผู้บริหาร บุคลากร หรือคู่สัญญาอาจทำให้การควบคุมเดิมหมดความเหมาะสม การประเมินจึงเป็นกิจกรรมที่ทบทวนตามข้อมูลใหม่ ไม่ใช่เอกสารซึ่งจัดทำครั้งเดียวแล้วนำมาใช้ซ้ำทุกปี
ความเชื่อมโยงระหว่างสององค์ประกอบนี้เห็นได้ชัดเมื่อเกิดความเสี่ยงสูงแต่ไม่มีเจ้าของ หากองค์กรมีโครงสร้าง อำนาจ และความรับผิดชอบชัด ความเสี่ยงแต่ละเรื่องจะถูกส่งถึงผู้ตัดสินใจที่เหมาะ มีบุคลากรซึ่งเข้าใจสาเหตุและมีหน้าที่จัดการ แต่หากวัฒนธรรมลงโทษผู้รายงานข่าวร้าย ข้อมูลความเสี่ยงจะถูกลดทอนก่อนถึงผู้บริหาร และการประเมินที่ดูครบแบบก็ไม่สะท้อนสภาพจริง ในอีกด้านหนึ่ง วัฒนธรรมที่ดีแต่ไม่ประเมินความเสี่ยงย่อมพึ่งเจตนาดีโดยไม่มีมาตรการพอเพียง ระบบจึงต้องมีทั้งฐานพฤติกรรมที่น่าเชื่อถือและกระบวนการมองความไม่แน่นอนอย่างเป็นระบบก่อนออกแบบกิจกรรมควบคุม
เนื้อหาสรุปนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาส่วนบุคคล ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต